dot
dot
สมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
ปุ๋ยเคมี
dot
bulletปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมี
dot
บทความไม้ดอกไม้ประดับ
dot
bulletกล้วยไม้
bulletโป๊ยเซียน
bulletกุหลาบ
bulletจำปี-จำปา
bulletดาวเรือง
bulletดาหลา
bulletมะลิ
bulletลิลลี่
bulletดอกหน้าวัว
bulletแอสเตอร์
dot
ไม้ดอกไม้ประดับ
dot
bulletจำปี
dot
ดัชนีพืชอาศัย Host index
dot
bulletกระเจี๊ยบ okra/roselle
bulletกระท้อน santol
bulletกระเทียม/หอมแดง garlic
bulletกล้วย banana
bulletกล้วยไม้ orchids
bulletกะเพรา holly basil
bulletกาแฟ coffee
bulletกุหลาบ roses
bulletแก้วมังกร dragon fruits


กรมการค้าภายใน
อุตสาหกรรมเคมีเกษตร
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
RSPO
ห้องสมุดสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
การจัดการความรู้
GMSAIN
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ข้อมูลไม้ผล
สถานการณ์การผลิตผลไม้
เกาะประเด็นร้อนกับสหภาพยุโรป
ประมวลจริยธรรม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
AFSIS (Asean Food Security Information Syetem)
ให้บริการข้อมูลการผลิต การนำเข้า-ส่งออก
ข้าวสังข์หยด จังหวัดพัทลุง
KPI ผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรอง
สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve (APTERR)
สำนักงานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


ดอกหน้าวัว

ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้นของโลก จึงนับเป็นโชคดีของเกษตรกรไทยที่สามารถปลูกไม้ดอกที่มีความสวยแปลกตา การปลูกไม้ดอกพื้นเมือง อาจกระทำได้ง่ายเนื่องจากมีความคุ้นเคยอยู่ก่อน แต่การนำเอาไม้ดอกเขตร้อนชื้นจากต่างประเทศ เข้ามาปลูกนั้น จำเป็นต้องมีวิทยาการและเทคนิคที่เหมาะสม เอกสารเผยแพร่ฉบับนี้จึงถูกเขียนขึ้นส่าหรับผู้สนใจที่จะปลูกไม้ดอกสกุลหน้าวัว เนื่องจากนิสัยความต้อง การของไม้ดอกสกุลนี้ต่างจากไม้ดอกชนิดอื่นอย่างมาก ส่าหรับความรู้ที่ใช้เขียนเอกสารฉบับนี้ ได้รับจากประสบการณ์ในมลรัฐฮาวาย และจากการศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้กับนักวิชาการ และเกษตรกรไทยผู้ชำนาญในการปลูกไม้ดอกสกุลนี้ หากผู้อ่านต้อง การทราบข้อมูลเพิ่มเติมอาจติดต่อกับผู้เขียนได้ ทั้งนี้หวังว่าเอกสารฉบับนี้จะช่วยให้ผู้สนใจเริ่มปลูกไม้ดอกสกุลหน้าวัวได้อย่างมั่นใจและประสบความส่าเร็จตามสมควร

ความสำคัญ
ในบรรดาไม้ประดับที่เป็นพืช ใบเลี้ยงเดี่ยวด้วยกันนั้น ไม้ประดับสกุลหน้าวัว นับว่าเป็นไม้ประดับที่น่าสนใจมากสกุลหนึ่งส่าหรับผู้เลี้ยงไม้ประดับชาวไทย เนื่องจากมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนชื้นของทวีปอเมริกาเหนือ ไม้ประดับสกุลนี้จึง มีความทนทานต่อสภาพอากาศที่ร้อนชื้นในประเทศไทยเป็นอย่างดี ความสวยงาม ของไม้ประดับสกุลหน้าวัวจะอยู่ที่สีสันและผิวสัมผัสของใบ ดอก และผล ด้วยเหตุนี้ เองจึงทำให้นิยมนำไม้ประดับสกุลนี้มาใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการตัดดอก ด้านการ จัดสวน และในด้านการใช้เป็นไม้กระถาง อย่างไรก็ตาม ไม้ประดับสกุลนี้เป็นที่รู้จักกัน อย่างแพร่หลายที่สุดในรูปของไม้ตัดดอกที่มีสีสดใส และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
การที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 ได้ระบุไว้ว่า ควร ส่งเสริมให้มีการปลูกไม้ประดับสกุลหน้าวัวในลักษณะของการเป็นไม้ตัดดอกเพี่อการ ส่งออก ก็เพราะดอกหน้าวัวและดอกเปลวเทียนซึ่งเป็นไม้ประ่ดับสกุลหน้าวัวที่ใช้ ตัดดอกได้ดีนั้นกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก แต่การผลิตภายในประเทศในขณะ นี้ยังมีไม่เพียงพอที่จะตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวได้ นอกจากนี้ยังพบว่า ดอกหน้าวัวทำรายได้สูงกว่าดอกไม้ชนิดอื่น ๆ ที่ปลูกในพื้นที่ที่เท่ากันแม้ปลูกเพียง เพื่อตัดดอกจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น การที่ดอกหน้าวัวสามารถทำรายได้ต่อหน่วยพื้นที่ ในอัตราที่สูงที่สุดนี้เอง ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตดอกหน้าวัวและดอกเปลวเทียน เป็นธุรกิจที่น่าสนใจ แม้ว่าจะต้องใช้เงิน ลงทุนในระยะแรกค่อนข้างสูง และมีระยะเวลา คืนทุนนานถึงเกือบ 4 ปี ก็ตาม ทั้งนี้ดอกเปลวเทียนซึ่งเป็นดอกไม้ชนิดใหม่ที่กำลัง ได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาดต่างประเทศ น่าจะมีศักยภาพในตลาดสูงกว่า หน้าวัว นอกจากนี้เปลวเทียนซึ่งออกดอกดกยังมีทรงต้นใบ และดอกที่เหมาะอย่างยิ่ง ส่าหรับการนำมาใช้เป็นไม้กระถางประดับภายในอาคารอีกด้วย
 
ลักษณะทั่วไป
หน้าวัวและเปลวเทียนเป็นไม้ดอกสกุลหน้าวัวเพียง 2 ชนิดเท่านั้นที่มีการ ปลูกเป็นการค้าในเขตร้อนชื้น โดยเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีเนื้อไม้อ่อนและมีอายุยืน ลำต้นตั้งตรง ความยาวของปล้องจะแตกต่างกันใปขี้นอยู่กับชนิดหรือพันธุ์ เมี่อยอดเจริญสูงขึ้นอาจพบรากบริเวณลำต้นและรากเหล่านี้จะเจริญยืดยาวลงสู่ เครื่องปลูกได้ก็ต่อเมื่อโรงเรือนมีความชื้นสูงพอ ลำต้นอาจเจริญเป็นยอดเดี่ยวหรือ แตกเป็นกอก็ได้ ใบมีรูปร่างต่าง ๆ กัน เช่น รูปหัวใจ ดังเช่นที่พบในหน้าวัว หรือ รูปพายคล้ายใบของเขียวหมื่นปี และรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดดังที่พบใน เปลวเทียน แต่ไม่ว่าจะมีรูปร่างอย่างไรจะสังเกตเห็นว่าปลายใบแหลม ในพวกที่มี ใบกว้างเส้นใบจะเรียงตัวคล้ายร่างแห ขณะที่พวกซึ่งมีใบแคบเส้นใบจะเรียงตัว คล้ายเส้นขนาน แต่ทั้งนี้เส้นใบมักจะนูนขึ้นอย่างชัดเจน
ดอกหน้าวัวและดอกเปลวเทียนเป็นดอกสมบูรณ์เพศคือ ดอกแต่ละดอกจะมี ทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย ดอกมีลักษณะเป็นดอกช่อโดยดอกรูปสี่เหลี่ยมข้าว หลามตัดจะเรียงอัดกันแน่นอยู่บนส่วนที่เรียกว่าปลี ดอกมีกลีบดอก 4 กลีบ สีของกลีบดอกมักจะเปลี่ยนไปเมื่อดอกบาน เช่น ในปลีของดอกหน้าวัว ส่วนใหญ่ จะพบว่า เมื่อดอกบาน สีของกลีบดอกจะเปลี่ยนจากสีเหลืองไปเป็นสีขาว ส่าหรับ จานรองดอกซึ่งมีสีสันที่สวยงามนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือใบประดับที่ติดอยู่กับโคน ช่อดอกหรือปลี จานรองดอกอาจมีสีขาว ส้ม ชมพูอมส้ม ชมพู แดง ม่วง และ สีเขียว หรือบางครั้งอาจพบจานรองดอกที่มีสีเขียวและอื่นๆ ปนก็ได้  ปกติจานรองดอกจะมีอายุการใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า 7 วัน โดยจานรองดอกจะมีคุณภาพทั้งในด้านสี และอายุการใช้งานดีที่สุดเมื่อตัดในขณะที่ดอกจริงบานได้ครึ่งปลี ส่าหรับจานรอง ดอกของหน้าวัวที่เหมาะส่าหรับในการตัดดอกเพื่อการส่งออกนั้น ควรมีร่องน้ำตาตื้น หูดอกช้อนกันเพียงเล็กน้อย และขอบจานรองดอกต้องไม่ม้วนงอ เนื่องจากลักษณะ ดังกล่าวจะช่วยป้องกันไม่ให้จานรองดอกหักในระหว่างการบรรจุและการขนส่ง อนึ่งจานรองดอกและปลีควรชี้ไปในแนวเดียวกัน ส่าหรับจานรองดอกของดอก เปลวเทียนนั้น ควรอยู่ชิดกับโคนปลีและโอบรอบปลีเอาไว้

พันธุ์
พันธุ์หน้าวัวของไทยที่มีผู้นิยมปลูกเพื่อตัดดอกคือพันธุ์ดวงสมร ซึ่งมี จานรองดอกสีแดง หน้าวัวพันธุ์นี้มีสีสดใส รูปร่างจานรองดอกสวยและให้ดอกดก แต่มีข้อเสียตรงที่ว่าจานรองดอกของหน้าวัวพันธุ์นี้มักมีรอยเว้าฉีกขาดในช่วง ที่สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง นอกจากพันธุ์ดวงสมรแล้วก็อาจจะมีผู้ปลูกพันธุ์ ผกามาศซึ่งมีจานรองดอกสีส้ม และพันธุ์ขาวนายหวานซึ่งมีจานรองดอกสีขาวอยู่บ้าง พันธุ์ไทยอื่น ๆ เช่น พันธุ์จักรพรรดิ์ แดงนุกูล กษัตริย์ศึก กรุงธน นครธน ศรีสง่า ผกาทอง ดาราทอง สหรานากง โพธิ์ทอง ประไหมสุหรี ผกาวลี ศรียาตราและ วิยะดานั้นไม่เป็นที่นิยมในการปลูกเพื่อตัดดอกนัก ส่าหรับหน้าวัวพันธุ์ต่างประเทศก็ มีผู้ปลูกอยู่บ้างเหมือนกัน ได้แก่พันธุ์ Nagai พันธุ์ Avo-Anneke พันธุ์ Sunset (ตั้งชื่อโดยคนไทยที่นำเข้า) และ พันธุ์ Dusty Rose เป็นต้น
ส่าหรับพันธุ์เปลวเทียนที่ปลูกกันนั้นได้แก่พันธุ์ไทย 2 พันธุ์ด้วยกันคือ พันธุ์ภูเก็ตซึ่งมีจานรองดอกสีแดง และพันธุ์ลำปาง ซึ่งมีจานรองดอกสีชมพู ส่วนพันธุ์ ต่างประเทศที่นำเข้ามาปลูกเพี่อเป็นไม้กระถาง ได้แก่พันธุ์ ARCS ซึ่งมีจานรองดอก สีม่วง พันธุ์ Lady Jane ซึ่งมีจานรองดอกสีชมพู และ A. Amni-oquiense ซึ่งมี จานรองดอกสีม่วงอ่อน แม้ปัจจุบันพันธุ์ไม้ดอกสกุลหน้าวัวมีอยู่ค่อนข้างจำกัด แต่กรมส่งเสริมการเกษตรและมูลนิธิโครงการหลวงกำลังนำพันธุ์ต่างประเทศเข้ามา ศึกษาเพื่อเตรียมเผยแพร่ในอนาคตอันใกล้
 
โรงเรือน
ธรรมชาติของไม้ดอกสกุลหน้าวัวต้องการสภาพที่มีความชื้นสูงและมีแสง แดดรำไร แต่ต้องมีการถ่ายเทอากาศได้ดี ดังนั้นโรงเรือนจึงต้องมีความสูงไม่ต่ำ กว่า 3.0 เมตร หลังคาคลุมด้วยตาข่ายพลาสติกพรางแสงชนิดที่ยอมให้แสงผ่าน ได้ 20-30% โดยจะเลือกใช้ชนิดใดขี้นอยู่กับสภาพแวดล้อมบริเวณดังกล่าว รอบ โรงเรือนควรปิดด้วยตาข่ายพรางแสงให้เว้นด้านบนไว้เล็กน้อย เพื่อระบายอากาศป้องกัน ไม่ให้อากาศในโรงเรือนร้อนเกินไป
สภาพโรงเรือนที่ใช้ปลูกโรงเรือน
พื้นโรงเรือนควรเก็บความชื้นได้ดี ขณะเดียวกันจะต้องระบายน้ำได้ดี ด้วย ดังนั้นพื้นโรงเรือนจึงอาจใช้อิฐมอญหรือกาบมะพร้าวปูพื้นก็ได้ อย่างไรก็ตาม อาจใช้พื้นคอนกรีตเพื่อความทนทาน โดยพื้นคอนกรีตที่สร้างขึ้นจะต้องทำร่อง ระบายน้ำให้สามารถขังน้ำไว้ช่วยเพิ่มความชื้นภายในโรงเรือนได้ด้วย พื้นโรงเรือนใน ลักษณะที่กล่าวมานี้จำเป็นมากส่าหรับการปลูกในกระถาง แต่การปลูกในแปลงไม่ จำเป็นต้องใช้พื้นโรงเรือนที่เก็บความชื้นได้ เนื่องจากเครื่องปลูกช่วยเก็บความชื้นได้ มากอยู่แล้ว

การปลูก
ไม้ดอกสกุลหน้าวัวสามารถปลูกได้ทั้งในกระถางและปลูกลงแปลง ส่าหรับ เกษตรกรไทยนั้นนิยมปลูกในกระถาง เนื่องจากสะดวกในการจำหน่ายต้นพันธุ์ อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะปลูกในกระถางหรือปลูกลงแปลง ควรเลือกเครื่องปลูกให้ เหมาะสม ส่าหรับในประเทศไทยเครื่องปลูกที่ดีที่สุดคือ อิฐมอญทุบขนาดเส้นผ่า ศูนย์กลาง l.5 - 3.0 เชนติเมตร เพราะสามารถเก็บความชื้นได้ดีและมีความคงทน สูง นอกจากนี้การเลือกขนาดอิฐทุบที่เหมาะสม ยังทำให้สามารถควบคุมการระบาย อากาศได้ตามต้องการอีกด้วย อนึ่งการปลูกด้วยอิฐมอญทุบในสภาพที่ค่อนข้าง แห้ง อาจเติมถ่านแกลบหรือกาบมะพร้าวสับเพื่อช่วยเก็บความชื้นด้วยก็ได้ อย่างไรก็ ตาม ผู้ปลูกควรทดลองปลูกด้วยอิฐมอญทุบจำนวนน้อยต้นก่อน เนื่องจากคุณภาพดิน ที่ใช้ทำอิฐมอญชี่งแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ด้วย นอกจากอิฐมอญทุบแล้วอาจใช้กาบมะพร้าวเป็นเครื่องปลูกก็ได้ แต่ต้องหมั่น เติมเครื่องปลูกบ่อย ๆ เพราะกาบมะพร้าวผุพังง่าย
การปลูกในกระถาง
กระทำได้โดยวางอิฐหักเปิดรูระบายน้ำที่บริเวณก้นกระถางเสียก่อน จากนั้นวางโคนต้นบนเศษอิฐหักนั้น โดยให้ต้นอยู่ตรงกลางกระถางและรากกระจาย อยู่โดยรอบ นำอิฐมอญทุบขนาดใหญ่ที่แต่ละก้อนมีความยาวด้านละประมาณ 4 เชนติเมตร ใส่รอบโคนต้นประมาณครึ่งกระถาง แล้วนำอิฐมอญทุบที่มีก้อนขนาด เล็กกว่าเดิมครึ่งหนึ่งมาใส่จนมีระดับต่ำกว่าปลายยอดประมาณ 2 เชนติเมตร หรือ ใส่จนเต็มกระถางในกรณีที่ต้นค่อนข้างสูง หากโรงเรือนตั้งอยู่ในบริเวณที่มีสภาพ อากาศที่ค่อนข้างแห้ง อาจใส่ใยมะพร้าวบนผิวเครี่องปลูกเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่ม ชื้น ทั้งนี้การใช้จานรองกระถางก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความชื้นให้แก่พืชได้
 
การปลูกในแปลง
กระทำได้โดยกั้นขอบแปลงด้วยอิฐบล็อกหรือตาข่ายกรงไก่ให้ มีความสูงราว 30 เซนติเมตร พื้นแปลงควรทำเป็นสันนูนมีลักษณะคล้ายหลังเต่าเพื่อ ให้น้ำสามารถระบายออกทางด้านข้างแปลงได้โดยไม่ขังแฉะ และควรใช้ผ้าพลาสติก ปูพื้นแปลงเพื่อป้องกันไส้เดือนดิน จากนั้นจึงใส่เครื่องปลูกลงในแปลงให้มีความ หนาประมาณ 5 - 10 เซนติเมตร เสร็จแล้วปักหลักลงในแปลง ผูกต้นให้ตั้งตรงและ โคนต้นชิดกับเครี่องปลูกโดยให้รากแผ่กระจายบนเครื่องปลูกแล้วจึงเติมเดรี่อง ปลูกลงไปคล้ายกับการปลูกในกระถาง คือใส่ให้มากที่สุดโดยไม่กลบยอด
โดยปกติแล้วการปลูกไม้ดอกสกุลหน้าวัวนี้ จะปลูกให้แต่ละต้นห่าง กันไม่น้อยกว่า 30 เชนติเมตร ซึ่งถ้าเป็นการปลูกในกระถาง ก็อาจปลูกในกระถาง ขนาด 12 นิ้วแล้วนำมาวางชิดกัน หลังจากปลูกแล้วจะต้องหมั่นเติมเครื่องปลูกอยู่ เสมอ อย่าปล่อยให้เครื่องปลูกอยู่ในระดับที่ห่างจากยอดเกิน 30 เซนติเมตร เพราะ การที่ยอดอยู่สูงเหนือเดรี่องปลูกมาก ๆ จะมีผลทำให้ต้นเจริญเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร

การดูแลรักษา
ควรเลือกใบ้ระบบสปริงเกอร์หรือระบบน้ำเหวี่ยง โดยอาจใช้ระบบที่หัว พ่นน้ำตั้งบนพื้น การให้น้ำระบบนี้จะช่วยให้ความชื้นในโรงเรือนอยู่ในระดับ สูง ปกติจะให้น้ำวันละ 2 ครั้ง โดยในแต่ละครั้งจะเปิดน้ำให้คราวละ 10 - 15 นาที การให้น้ำควรแบ่งทยอยเปิดน้ำภายในโรงเรือนเป็นส่วน ๆ ไปเพื่อรักษาความชื้น ในโรงเรือน ไม่ควรให้น้ำพร้อมกันทั้งโรงเรือน อนึ่งในช่วงที่มีสภาพอากาศ แห้ง อาจจะต้องให้น้ำถึงวันละ 3 ครั้ง
ควรให้ปุ๋ยเม็ดสูตรเสมอ เช่น ปุ๋ยสูตร 15 -15-15 โรยรอบชายพุ่ม หรือรอบโคนต้นเดือนละครั้ง ในอัตราต้นละ 1 ช้อนโต๊ะ (20 กรัม) และอาจใช้ปุ๋ย เกร็ดละลายน้ำสูตร 15-30-15 หรือ 17-34-17 อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) ฉีดพ่นเสริมให้ทุก 15 วัน จะช่วยให้ต้นเจริญเติบโตได้ดีและออกดอกดก
ควรตัดแต่งใบออกบ้างในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมของทุกปี โดยตัดให้ เหลือเพียงยอดละ 3 - 4 ใบ ทั้งนี้ก็เพื่อให้บริเวณโคนต้นมีการระบายอากาศได้ดีขึ้นใน ช่วงฤดูฝน อีกทั้งการตัดใบจะช่วยให้มีโรคและแมลงลดลง โดยไม่ทำให้การเจริญ เติบโตหรือจำนวนดอกลดลงแต่อย่างใด






Copyright © 2010 All Rights Reserved.