dot
dot
สมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
ปุ๋ยเคมี
dot
bulletปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมี
dot
บทความไม้ดอกไม้ประดับ
dot
bulletกล้วยไม้
bulletโป๊ยเซียน
bulletกุหลาบ
bulletจำปี-จำปา
bulletดาวเรือง
bulletดาหลา
bulletมะลิ
bulletลิลลี่
bulletดอกหน้าวัว
bulletแอสเตอร์
dot
ไม้ดอกไม้ประดับ
dot
bulletจำปี
dot
ดัชนีพืชอาศัย Host index
dot
bulletกระเจี๊ยบ okra/roselle
bulletกระท้อน santol
bulletกระเทียม/หอมแดง garlic
bulletกล้วย banana
bulletกล้วยไม้ orchids
bulletกะเพรา holly basil
bulletกาแฟ coffee
bulletกุหลาบ roses
bulletแก้วมังกร dragon fruits


กรมการค้าภายใน
อุตสาหกรรมเคมีเกษตร
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
RSPO
ห้องสมุดสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
การจัดการความรู้
GMSAIN
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ข้อมูลไม้ผล
สถานการณ์การผลิตผลไม้
เกาะประเด็นร้อนกับสหภาพยุโรป
ประมวลจริยธรรม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
AFSIS (Asean Food Security Information Syetem)
ให้บริการข้อมูลการผลิต การนำเข้า-ส่งออก
ข้าวสังข์หยด จังหวัดพัทลุง
KPI ผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรอง
สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve (APTERR)
สำนักงานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


กล้วยไม้

สถานการณ์ทั่วไป
                    กล้วยไม้เป็นไม้ดอกที่นิยมใช้ทั้งในประเทศและส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้เมืองร้อนเป็นอันดับหนึ่งของโลก และมีศักยภาพที่จะขยายตลาดเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต แม้ในปัจจุบันการส่งออกดอกกล้วยไม้ยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่มีมูลค่าการส่งออกไม่มากนักเมื่อเทียบกับการส่งออกดอกกล้วยไม้
 
ลักษณะทั่วไปของพืช
                    กล้วยไม้เป็นพืชหลายฤดู อยู่ในจำพวกใบเลี้ยงเดี่ยว ลักษณะการเจริญเติบโตแบ่งได้ 2 ประเภท คือ ประเภทเจริญเติบโตขึ้นไปทางยอด ได้แก่ สกุลแวนด้า (Vanda) ม็อคคาร่า(Mokara) และประเภทการเจริญเติบโตแบบแตกกอ หรือเหง้า ได้แก่ สกุลหวาย(Dendrobium) แคทลียา(Cattleya) ออนซิเดียม(Oncidium) เป็นต้น กล้วยไม้ต้องการสภาพแวดล้อมที่ดี เช่น น้ำที่สะอาด pH ประมาณ 5.2 – 6.2 แสงร้อยละ 40 – 60 อุณหภูมิ 25 – 32 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ ร้อยละ 50 –60
 
พื้นที่ปลูก
                    พื้นที่เหมาะสมเชิงธุรกิจ จังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และชลบุรี
                    พื้นที่ปลูกที่สำคัญจังหวัดนครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และพระนครศรีอยุธยา
                    พื้นที่ปลูก ประมาณ 14,500 ไร่ (พ.ศ. 2542)
 
พันธุ์ที่ส่งเสริม
            
1. สกุลหวาย(Dendobium) ได้แก่ โซเนีย Sonia) หรือบอม(Bom) ปอมปาดัวร์(Pompadour) ขาวสนาน(Sanan White) แอนนา(Anna) ซากุระ(Sakura) ซาบิน(Sabin) อินทุวงศ์(Intuwong) ไวปาฮู(Waipahu) ขาว 5 เอ็น(Walter Oumae 5n)
2. สกุลออนซิเดียม(Onciduim) ได้แก่ โกล์เด้น ชาวเวอร์(Golden Shower) โกวเวอร์ แรมเซย์(Gower Ramsey)
3. สกุลม็อคคาร่า(Mokara) ได้แก่ พรรณี(Pannee) จักก๊วน(Chark Kuan) คาลิปโซ(Calypso)
4. สกุลอะแรนด้า(Aranda) ได้แก่ คริสติน(Chistrine)
 
ผลผลิต
                    ผลผลิตรวมทั้งประเทศ(ประมาณการ) 26,100 ตัน/ปี
                    ผลผลิตเฉลี่ย 1.8 ตัน/ไร่ (สกุลหวาย)
                    ฤดูร้อน 5 – 8 บาท/ช่อ ปริมาณที่ใช้ในประเทศ 12,975 ตัน
                    การส่งออก ปริมาณ 13,125 ตัน
ราคา    ราคาที่เกษตรกรขายได้ ฤดูฝน 1 – 2 บาท/ช่อ ฤดูหนาว 3 – 5 บาท/ช่อ
 
ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น
                   1. การปลูกกล้วยไม้ในแหล่งเดิม มีปัญหาน้ำเสียและมลภาวะทางอากาศ ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ
                    2. มีศัตรูพืช โดยเฉพาะเพลี้ยไฟปะปนไปในดอก ทำให้ไม่สามารถส่งออกได้
          แนวทางการช่วยเหลือ
                    1. ส่งเสริมให้มีการจดทะเบียนผู้ปลูกและการรวมกลุ่มของเกษตรกร
                    2. ส่งเสริมให้มีการพัฒนาพันธุ์กล้วยไม้ใหม่ ๆ
                    3. ส่งเสริมให้มีการปรับปรุงคุณภาพของกล้วยไม้
                    4. ส่งเสริมให้มีการผลิตกล้วยไม้ในพื้นที่ใหม่ ที่ไม่มีน้ำเสียและมลภาวะ
 
การปลูก
                    ปลูกในโรงเรือนหลังคาคลุมด้วยตาข่ายพรางแสง สกุลหวายและม๊อคคาร่าพรางแสง 50 –60 % สกุลออนซิเดียมพรางแสง 40 –50 %
            วิธีการปลูก
                    การปลูกเป็นการค้านิยมใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การแยกลำหรือแยกหน่อ โดยกล้วยไม้สกุลหวาย(Dendrobium) ปลูกบนกาบมะพร้าวที่วางเรียงบนโต๊ะ หรือบนกาบมะพร้าวที่อัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมแล้ววางบนโต๊ะ สกุลม็อคคาร่า(Mokara) และสกุลอะแรนด้า(Aranda) ปลูกบนโต๊ะหรือในแปลงปลูกบนพื้นดิน ส่วนสกุลออนซิเดียม(Oncidium) ปลูกในกระถางที่มีกาบมะพร้าวสับ หรือปลูกบนกาบมะพร้าวเช่นเดียวกับสกุลหวายก็ได้
            ระยะปลูก
                    สกุลหวาย 25 x 25 เซนติเมตร สกุลม็อคคาร่า และสกุลอะแรนด้า 30 x 30 ส่วนสกุลออนซิเดียมใช้กระถางปากกว้าง 4 – 5 นิ้ว หรือปลูกระยะเดียวกับสกุลหวาย
           จำนวนต้นต่อไร่
                    สกุลหวาย 12,000 ต้น/ไร่ สกุลม็อคคาร่า และอะแรนด้า 8,800 ต้น/ไร่ สกุลออนซิเดียม 12,000 ต้น/ไร่

การดูแลรักษา
            การให้ปุ๋ย
                    ให้ทุก ๆ 7 วัน โดยใช้ปุ๋ยละลายน้ำ ในช่วงเจริญเติบโตทางลำต้น ใช้สูตร 30 – 10 - 10 หรือ 20 – 20 – 20 ช่วงออกดอก ใช้สูตร 16 – 21 – 27 หรือ 10 – 20 – 30
           การให้น้ำ
                    ใช้หัวฉีดแบบฝอยละเอียดพ่นละอองทุกเช้า – เย็น หรือเพิ่มช่วงบ่ายในฤดูแล้งหรือถ้าอากาศร้อนจัด
            การปฏิบัติอื่น ๆ
                    มีการตัดแต่งใบหรือลำที่เป็นโรคและลำที่ให้ดอกแล้วออก
 
ศัตรูพืชที่สำคัญและวิธีการป้องกันกำจัด
            โรค
                    1. โรคดอกราสนิม ระบาดในช่วงฤดูฝนหรือสภาพที่มีน้ำค้างลงจัด ฉีดพ่นด้วยสารเคมีแมนโคแซป สลับกับโพรไดโอน
                    2. โรคเน่าดำหรือโรคยอดเน่า จะเข้าทำลายทุกส่วนของกล้วยไม้ เมื่อพบต้นที่เป็นโรคทั้งต้นให้เผาทำลาย แต่ถ้าเป็นบางส่วนควรตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้ง สารเคมีที่ใช้ เช่น ฟอสฟอรัสแอซิด เบนโนมิลหรือเบโนมิลหรือแมนโคเซป
                    3. โรคใบปิ้นเหลือง ระบาดตั้งแต่ปลายฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว ใช้สารเคมีคาร์เบนดาซิน เบนโนมิลหรือแมนโคเซป
                    4. โรคใบจุดหรือใบขี้กลาก ใช้สารคาร์บิเนดาซิมสลับกับแมนโคเซป
                    5. โรคแอนแทรกโนส ใช้สารแคปแทน คาร์เบนดาซิมหรือแมนโคเซป
 
            แมลง
                    1. เพลี้ยไฟ วิธีป้องกันกำจัด ทำลายพืชอาศัย เช่น พืชตระกูลแตง มะเขือ ถั่ว หรือใช้สารเคมอิมิดาคลอพริด อะเซทตามิพริด อะบาเมคติน พิโพรนิล ไซเปอร์เมทธิน/โฟซาโลน
                    2. แมลงวันดอกกล้วยไม้ วิธีป้องกันกำจัดใช้สารคาร์โบซัลแฟน หรือไซเปอร์เมทธิน/โฟไซโลน
                    3. หนอนกระทู้หอม จะเข้าทำลายโดยการกัดดอกและใบเกิดเป็นรอยแหว่ง วิธีป้องกันกำจัดใช้เชื้อ ไวรัส NPV เชื้อแบคทีเรีย Bt คลอร์ฟลูอาซูรอนและไดอะเฟนไทยูรอน
            
            ศัตรูอื่น ๆ
                    หอยทาก ใช้สารเคมีทิโอคาร์บ นิโคลซาไมด์

 


อุตสาหกรรมกล้วยไม้ของประเทศได้เจริญก้าวหน้าอย่างมาก และทำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นอับดับหนึ่งในจำนวนไม้ดอกไม้ประดับทั้งหมดที่มีการส่งออก ซึ่งการส่งออกดอกกล้วยไม้ และต้นกล้วยไม้มีปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นโดยตลอด ในปี 2535 กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์รายงานปริมาณการส่งดอกกล้วยไม้ 11,142 ตัน เป็นมูลค่า 701.3 ล้านบาท และส่งออกต้นกล้วยไม้ปริมาณ 939 ตัน มูลค่า 86.5 ล้านบาท
สำหรับพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2530-31 จนถึงปัจจุบันค่อนข้างคงที่โดยมีพื้นที่ปลูกประมาณ 12,000 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ นครปฐม, สมุทรสาคร, ราชบุรี ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะกับการเจริญเติบโตของกล้วยไม้ ใกล้แหล่งน้ำ ตลาด และมีการคมนาคมขนส่งที่สะดวก และปัจจุบันพื้นที่ปลูกกล้วยไม้มีแนวโน้มที่จะย้ายจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น เนื่องจาก ที่ดินมีราคาสูงและมีปัญหามลภาวะของน้ำและอากาศ ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของกล้วยไม้
ลักษณะทั่วไปของกล้วยไม้กล้วยไม้เป็นพืชที่มีรากกึ่งอากาศ ลำต้นที่เห็นโผล่พ้นจากเครื่องปลูกแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ ลำต้นแท้จริง มีข้อ ปล้อง เหมือนพืชทั่ว ๆ ไป ที่ข้อมีตาซึ่ง สามารถเจริญเป็นหน่อใหม่หรือช่อดอก กล้วยไม้ประเภทนี้ได้แก่ สกุลแวนด้า แมลงปอ อีกประเภทหนึ่งเป็นลำต้นเทียม เรียกว่า ลำลูกกล้วย (pseudobulbs) ทำหน้าที่สะสมอาหาร ตาที่อยู่ตามข้อบน ๆ ของลำลูกกล้วยสามารถแตกเป็นหน่อหรือช่อดอกได้ ลำต้นที่แท้จริงของกล้วยไม้ป ระเภทนี้ คือ เหง้า (rhizome) ซึ่งเจริญในแนวนอนไปตามผิวของเครื่องปลูก ลักษณะของเหง้ามีข้อและปล้องถี่ กล้วยไม้ในกลุ่มนี้ได้แก่ สกุลหวาย ใบกล้วยไม้มีหลายลักษณะ ได้แก่ ใบ แบน, ใบกลม และใบร่อง สำหรับดอกกล้วยไม้ประกอบด้วย กลีบดอก 6 กลีบ โดยเป็นกลีบดอกชั้นนอก 3 กลีบ และกลีบดอกชั้นใน 3 กลีบ กลีบชั้นนอก 2 กลีบที่อยู่ด้านข้างหรือด้านล่าง มีลักษณะเหมือนกันอีก 1 กลีบ อยู่ด้านบน อาจมีลักษณะแตกต่างออกไป ส่วนกลีบชั้นในที่อยู่ด้านข้าง 2 กลีบ มีลักษณะ เหมือนกันอีก 1 กลีบ ที่อยู่ด้านล่างมีลักษณะแตกต่างไปเรียกว่าปากหรือกระเป๋า (lip) ซึ่งมีประโยชน์สำหรับล่อเมลงเพื่อช่วยผสมพันธุ์ ดอก กล้วยไม้เป็นดอก สมบูรณ์เพศ มีส่วนของก้านเกสรตัวผู้ ก้านและยอดเกสรตัวเมียรวมเป็นอวัยวะเดียวกันเรียกว่า เส้าเกสร โดยอับเกสรตัวผู้อยู่ที่ส่วนปลายเส้าเกสรและยอด เกสรตัวเมียอยู่ใต้อับเรณู ลักษณะเป็นแอ่งตื้น ๆ ภายในมีเมือกเหนียวเพื่อช่วย
 
ประเภทของกล้วยไม้
แบ่งตามลักษณะการเจริญเติบโตได้ 2 ประเภทคือ
1.ประเภทแตกกอ (Sympodial) ได้แก่ กล้วยไม้ในสกุลหวาย แคทลียา และรองเท้านารี กล้วยไม้ประเภทนี้มีส่วนของเหง้าเจริญ ไปตามแนวนอนของ เครื่องปลูก และที่โคนลำลูกกล้วยติดกับเหง้าจะมีตาที่สมบูรณ์ 2 ตา เมื่อลำลูกกล้วยเจริญจนสุดลำตาที่โคนตาหนึ่งจะแตกออกมาเป็น ลำใหม่ ส่วนตาอีกข้างหนึ่งพักตัว ลำที่เกิดก่อนซึ่งเป็นลำที่มีอายุมากเรียกว่าลำหลัง ส่วนลำที่แตกใหม่มีอายุน้อยกว่าเรียกว่าลำหน้า สำหรับตาที่อยู่บนลำที่เจริญเต็มที่ก็จะเปลี่ยนเป็นตาดอก
 

2. ประเภทแวนด้า (Monopodial) เป็นกล้วยไม้ที่มีการเจริญเติบโตขึ้นไปทางส่วนยอด คือ ตาที่ยอดจะแตกใบใหม่เจริญขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนโคนต้นจะออก รากไล่ตามยอดขึ้นไป ได้แก่ กล้วยไม้สกุลแวนด้า ช้าง กุหลาบ เข็ม และแมลงปอ
 

กล้วยไม้ที่เหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้ตัดดอกควรมีจุดเด่นทั้งในด้านดอกและการเจริญเติบโต คือ เป็นต้นที่ปลูกเลี้ยงง่าย ต้านทานโรค เจริญเติบโตเร็ว รูปทรง ต้นแข็งแรง ให้ดอกดก ดอกขนาดใหญ่ สีสด กลีบดอกหนา รูปทรงดอกสมบูรณ์ ก้านช่อแข็งแรง ก้านยาวตรง ดอกเรียงบนช่อได้ระเบียบสวยงามและบานได้ทนนาน

พันธุ์กล้วยไม้ที่นิยมปลูกเป็นการค้า
 พันธุ์กล้วยไม้ที่นิยมปลูกเป็นการค้า ได้แก่
                สกุลหวาย (Dendrobium sp.) : สีม่วง – พันธุ์มาดามปอมปาดัวร์
                                                                 สีขาว - พันธุ์วอลเตอร์โอมาย, แจกเกอลีนโทมัส
  สีชมพู - พันธุ์อินทุวงศ์, แพนด้า, ซีซาร์ และซอนเนีย
                                 สีเหลือง – พันธิ์เกษมโกลด์
สกุลอะแรนด้า (Aranda sp.) : พันธุ์คริสติน
                สกุลอะแรนเธอรา (Aranthera sp.) : พันธุ์เจมส์สตอริไอ
                สกุลอะแรคนิส (Arachnis sp.) : พันธุ์แม็กกี้อุย
                สกุลออนซิเดียม (Oncidium sp.) : พันธุ์โกลเด้นโชว์เวอร์, โกรเวอร์แรมเซย์
                สกุลแวนด้า (Vanda sp.) :พันธุ์รอทไซล์เดียนา, แซนเดอรานา, วิรัตน์
                สกุลม็อคคาร่า (Mokara sp.) : พันธุ์จักก๊วน, พรรณี
                สกุลซิมบิเดียม (Cymbidium sp.) : พันธุ์ Valley Knight “Vanessa”, Floripink ‘Feline’
 
การขยายพันธุ์กล้วยไม้
ก. การขยายพันธุ์กล้วยไม้ประเภทแตกกอ (Sympodial) ทำได้หลายวิธี คือ
  1. การตัดแยกลำหลัง กล้วยไม้ที่จะตัดแยกควรมีลำลูกกล้วยอย่างน้อย 4 ลำ ใช้มีดหรือกรรไกรตัดกิ่งชนิดใบบางสอดเข้าไประหว่างลำลูกกล้วยตัดให้ ขาด และใช้ปูนแดงทาแผนให้ทั่ว ลำหลังที่ถูกตัดขาดจะแตกหน่อเป็นลำใหม่ขึ้น เมื่อลำใหม่นี้เริ่มมีรากโผล่ก็ยกออกปลูกได้
2. การตัดชำ ใช้กับกล้วยไม้สกุลหวายที่ตาที่โคนลำแห้งตายไปแล้ว โดยนำลำหลังของหวายที่ตัดใบ ตัดรากออกหมดมาปักชำให้โคนลำฝังไปในทรายหยาบประมาณ 2-3 ซม. ห่างกัน 4-5 ซม. เก็บในที่มีแสงแดดค่อนข้างจัด รดน้ำให้โชก ตาที่อยู่ใกล้ปลายลำจะแตกเป็นลำใหม่ เรียกว่า ตะเกียง เมื่อลำ ตะเกียงเริ่มเกิดรากก็ตัดเอาไปปลูกได้
3. การตัดแยกลำหน้า ใช้มีดหรือกรรไกรตัดแยกลำหน้า 2 ลำติดกันแล้วนำไปปลูกได้เลย ซึ่งต่างจากการตัดแยกลำหลังที่ต้องปล่อยทิ้งไว้ให้แตกหน่อใหม่ จึงจะนำไปปลูกได้ ระยะเวลาที่เหมาะสำหรับตัดแยกลำหน้า คือ เมื่อลำหน้าสุดเริ่มมีรากและรากยาวไม่เกิน 1 ซม.
ข. การขยายพันธุ์กล้วยไม้ประเภทแวนด้า (Monopodial)
1. การตัดยอด ถ้าเป็นพวกปล้องถี่ เช่น แอสโคเซนด้า, แวนด้าใบแบนยอดที่ตัดต้องมีรากติดมาอย่างน้อย 1 ราก ส่วนพวกข้อห่าง เช่น แมลงปอ อะแรนดา ควรให้รากติดมา 2 ราก และตอที่เหลือต้องมีใบติดอยู่เพื่อให้สามารถแตกยอดใหม่ได้
2. การตัดแยกแขนง กล้วยไม้ประเภทนี้สามารถแตกหน่อหรือแขนงที่กลางต้นได้ จะตัดแยกเมื่อหน่อหรือแขนงมีใบ 2-3 คู่ และมีรากโดยตัดให้ชิดต้นแม่
นอกจากนี้แล้วชาวสวนยังนิยมใช้ต้นกล้วยไม้ที่ขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพราะการขยายพันธุ์วิธีนี้ ทำให้ได้ต้นที่มีลักษณะเหมือนต้นแม่ ในปริมาณมากโดยใช้ระยะเวลาที่สั้น และเป็นต้นที่ปลอดโรค
การปลูก
การเลือกทำเลปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อตัดดอกขายนั้นควรใกล้แหล่งน้ำที่สะอาด pH ของน้ำประมาณ 5.2 มีสภาพอากาศดี การคมนาคมสะดวกเพื่อความรวดเร็วในการขนส่งดอกกล้วยไม้ ซึ่งเสียหายได้ง่าย การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ให้ได้ดอกที่มีคุณภาพดีนั้นนอกจากต้องมี การดูแลที่ดีมีการให้ปุ๋ย ฉีดยาป้องกันโรค และแมลงในระยะที่เหมาะสมแล้วยังจำเป็นต้องมีโรงเรือน
วัสดุที่ใช้ปลูกกล้วยไม้
1.กระดินเผา
2.กระพลาสติก
3.กาบมะพร้าว,กระบะมะพร้าว,ลูกมะพร้าว
4.กระเช้าไม้

เครื่องปลูกชนิดต่างๆ
1.ออสมันด้า
2.กาบมะพร้าวอัด
3.กระถางทุบ,เศษกระถาง
4.ถ่านไม้
5.ขอนไม้
6.เพอร์ไลท์, เม็ดโฟม
7.หินภูเขาไฟ
8.ใบไม้ผุ

 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.