ReadyPlanet.com


มะลิ ดอกไม้แห่งสรวงสวรรค์ - Good Food Good Life,มะลิ - วิกิพีเดีย,ท่านใดสนใจดอกมะลิสดๆโซนสิงห์บุรีแล
avatar
สวนมะลิสดๆป.เคมีภัณฑ์(ขายปลีก-ส่งราคาประหยัด)


 

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558

ท่านใดสนใจดอกมะลิสดๆโซนสิงห์บุรีและใกล้เคียงติดต่อ เปิ้ลค่ะ โทร.092-9504615

 
ท่านใดสนใจดอกมะลิสดๆโซนสิงห์บุรีและใกล้เคียงติดต่อ เปิ้ลค่ะ โทร.092-9504615

 
 



ผู้ตั้งกระทู้ สวนมะลิสดๆป.เคมีภัณฑ์(ขายปลีก-ส่งราคาประหยัด) กระทู้ตั้งโดยสมาชิก :: วันที่ลงประกาศ 2015-02-05 11:16:58 IP : 125.26.121.48


[1]

ความคิดเห็นที่ 7 (3774762)
avatar
ป.เคมีภัณฑ์ บริการดูแลนาข้าว 0-100 วันเต็มๆ

ครับเพื่อนๆ วันนี้กว่าจะเสร็จจากงานราช และงานหลวงก็ปาเข้าไปเกือบจะสี่ทุ่มแล้ว กว่าจะได้มา นั่งที่หน้าจอ เปิดคอมดู เฟส กด ไลด์ เพื่อนๆ ก็ดึกดื่นเสียแล้ว เอาละไหนไหน ก็มา นั่งหน้าคอมแล้วก็เอาซะหน่อยกับ นานาอาชีพเกษตรของเรากัน เอ แต่ว่าวันนี้เราจะลองมาดูอาชีพอะไรกันดี ที่เราสามารถจะประกอบเป็นอาชีพจริงๆได้ คิดไปคิดมาก็มาจบกับความรู้สึกหิวก็เลยคิดถึงเรื่องกิน แต่เราจะกินอะไรละหันไปหันมาก็เหลือบไปเห็น ไก่ย่างไม่เล็กๆสีแดงๆราคาไม้ละ5บาท7บาทที่เราชอบซื้อมาฝากลูกน้องที่บ้าน กันก็เลยนึกออกว่าวันนี้อาชีพที่เราจะมาลงในนานาอาชีพเกษตรก็คือ อาชีพขายไก่ย่างไง เออ แล้วเราจะเอา ไก่ย่างสูตรไหนกันดีละวันนี้ เอา เอาเป็นว่าเราเอาสูตรการทำไก่ย่างที่เราคุ้นหู และคุ้นตากันมากที่สุด นั้นก็คือ ไก่ย่างวิเชียรบุรีไงครับ เราเชื่อว่าเพื่อนๆไปที่ไหน จังหวัดอะไรก็จะเห็นป้ายสีเหลืองๆ เขียนด้วยตัวหนังสือ สีแดงๆตามข้างทางเป็นระยะ ว่าไก่ย่างวิเชียร 5555555 สุพรรณก็มี ระยองก็มี อุทัย ชัยนาท ยันเชียงใหม่ก็มี แต่ผมว่าเขาโกหกนะ เพราะ วิเชียรบุรีมีที่เดียวอยู่ที่เพรชบูรณ์โน้น 55555555ครับคนละเรื่องกันนะครับ มันหมายความว่า สูตรไก่ย่าง วิเชียรบุรี ต่างหาก มา เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าเดี๋ยวจะดึกไปใหญ่
สูตรหมักไก่ย่างและเครื่องหมักของวิเชียรบุรี
เครื่องหมักไก่
๑. ไก่ ๒ กิโล
๒. ตะไคร้ ๓ ต้น
๓. กระเทียม ๒o กลีบ
๔. รากผักชี ๗ ราก
๕. พริกไทยดำ ๑ ช้อนโต๊ะ
๖. ใบเตย ๒ ใบ
๗. ซอสหอยนางรม ๒ ช้อนโต๊ะ
๘. ซีอิ้วขาว ๑ – ๑/๒ ช้อนโต๊ะ
๙. หอมแดง ๔ หัว
๑๐. นมสด ๑ กระป๋อง
๑๑. เกลือ ๑ ช้อนชา
วิธีการหมักไก่
ขั้นตอนแรกเริ่มจากล้างไก่ให้สะอาดหมดจด55555อันนี้ผมคิดเอง ล้างให้สะอาดก็แล้วกัน แล้วนำไก่ที่ล้างจนสะอาดมาผึ่งไว้ให้สะเด็ดน้ำในที่ร่ม รากนั้นให้เรานำรากผักชีที่เราเตรียมไว้ ตะไคร้ ใบเตย พริกไทย กระเทียม หอมแดงนำมาปั่นรวมพร้อมกับนมสด ปั่นให้ละเอียด จากนั้นเทใส่ภาชนะสำหรับหมักไก่ แล้วเราผสมเครื่องปรุงคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นนำไก่ลงไปหมักพร้อมขย่ำให้แรงให้เข้าเนื้อแล้วพักทิ้งไว้สัก ๓o นาที จากนั้นเราก็จึงมาทำน้ำจิ้มกันครับ สำหรับวันนี้เรานำเอาน้ำจิ๋มมาฝากเพื่อนๆกัน สองสูตรครับ
น้ำจิ้มสูตรที่ ๑
๑. น้ำปลา ๒ – ๓ ช้อนโต๊ะ
๒. น้ำมะขามเปียกต้มสุก ๒ ช้อนโต๊ะ
๓. น้ำตาลปี๊บ ๑ ช้อนโต๊ะ
๔. น้ำมะนาว ๑ – ๒ ช้อนโต๊ะ
๕. ข้าวคั่ว ๑ ช้อนโต๊ะ
๖. พริกป่น ๑ ช้อนโต๊ะ
๗. ต้นหอมซอย ๑ ช้อนโต๊ะ
๘. ผักชีฝรั่ง
วิธีทำน้ำจิ้ม
ให้นำน้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก น้ำปลา มาผสมคนจนเข้ากันดีแล้วชิมรสให้ได้รส เปรี้ยว หวาน เค็ม จากนั้นให้ใส่ข้าวคั่ว พริกป่น แล้วคนให้เข้ากันแล้วโรยด้วยต้นหอมซอย ผักชีฝรั่งให้สวยงาม
น้ำจิ้มสูตรที่ ๒
๑. กระเทียม ๕ กลีบ
๒. พริกชี้ฟ้าแดง ๓ เม็ด
๓. น้ำตาลทราย ๑/๔ ถ้วยตวง
๔. กระเทียมดอง ๒ หัว
๕. เกลือ ๑-๒ ช้อนชา
วิธีทำ
ให้นำเครื่องเทศทั้งหมดมาตำให้ละเอียด หรืนำมาปั่นให้ละเอียด แล้วนำไปตั้งไฟ เพื่อให้น้ำตาลละลายเป็นอันใช้ได้แล้วครับ เอาละครับผมว่าแค่นี้ก็คงพอแล้วสำหรับการทำไก่ย่างสูตรวิเชียรพร้อมน้ำจิ้ม คงไม่ต้องบอกต่อนะครับว่าย่างไก่อย่างไร

ผู้แสดงความคิดเห็น ป.เคมีภัณฑ์ บริการดูแลนาข้าว 0-100 วันเต็มๆ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2015-02-06 21:46:20 IP : 125.26.114.123


ความคิดเห็นที่ 6 (3774333)
avatar
ป.เคมีภัณฑ์ บริการดูแลนาข้าว 0-100 วันเต็มๆ

Possible1. ทัศนคติคือตัวกำหนดวิถีการใช้ชีวิตของเรา

ว่ากันง่ายๆ แล้ว ทัศนคติคือสิ่งที่สร้างความคาดหวังของชีวิตให้กับตัวเราเอง แน่นอนว่ามันคือการชี้ทิศทางชีวิตของเราด้วยเช่นกันว่าจะทะยานขึ้นไปสู่ข้าง บน หรือจะก้มดิ่งลงสู่ด้านล่าง นอกจากนี้แล้ว ทัศนคตินี้เองที่กลายเป็นบรรทัดฐานให้ตัวเราเองในการมองสิ่งรอบข้างว่าน่า พึงพอใจหรือไม่น่าพึงพอใจ ถ้าคุณตั้งทัศนคติอยู่ในแง่ลบ เรื่องราวที่เกิดขึ้นต่างๆ นานามันก็จะดูแย่ ไม่สบอารมณ์ไม่เสียหมด เหมือนกับถ้าคุณไม่ชอบใครแล้ว ต่อให้เขาทำอะไรมา อย่างดีคุณก็แค่เฉยๆ แต่ที่หนักคือเขาทำอะไรๆ ก็ผิดไปเสียหมดทั้งที่จริงๆ มันอาจจะไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นเลยก็ได้

2. ทัศนคติเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นๆ

เรามักจะเห็นว่าคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีนั้นมักจะมีจุดร่วมในเรื่อง ทัศนคติเช่นการมองโลกในแง่ดี การเห็นคุณค่าของคนอื่น การเห็นอกเห็นใจ ฯลฯ และในขณะเดียวกันนั้น เหล่าคนที่มีมนุษยสัมพันธ์แย่ก็จะมีจุดร่วมไม่ต่างกัน เช่นมองคนอื่นแย่กว่าตัวเอง มองคนอื่นเป็นศัตรู ฯลฯ ทั้งที่จริงๆ แล้วคนสองกลุ่มนี้อยู่บนสภาพแวดล้อมเดียวกัน เจอกับคนเหมือนกัน นั่นเป็นเพราะทัศนคติที่คนสองกลุ่มนี้สร้างขึ้นกลายเป็นตัวกำหนดวิธีการ ปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ นั่นเอง มันจึงไม่แปลกว่าทำไมคนบางคนถึงยิ้มแย้มและยินดีที่จะคุยกับคนอื่นๆ และในขณะที่บางคนจะรู้สึกเหนื่อยหน่าย ไม่อยากสุงสิงกับใคร

3. ทัศนคติคือสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่าง “สำเร็จ” และ “ล้มเหลว”

สำหรับบางคนแล้ว แม้แต่การไม่ประสบความสำเร็จก็ยังไม่ใช่เรื่องล้มเหลว แต่ในทางกลับกัน บางคนแม้ว่าจะได้ผลงานแค่ไหนก็มองว่าไม่ประสบความสำเร็จอยู่นั่น เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าทัศนคติเป็นตัวสร้างบรรทัดฐานให้คุณเองโดยไม่รู้ ตัวว่าคุณกำหนดความสำเร็จของคุณไว้อย่างไร แน่นอนว่าถ้าคุณตั้งทัศนคติแง่บวกเข้าไว้แล้ว แม้ว่างานอาจจะไม่ได้ดังหวัง คุณก็อาจจะไม่ได้รู้สึกล้มเหลวมากนัก หากแต่คุณอาจจะมองเห็นว่าคุณประสบความสำเร็จใน “บางเรื่อง” และเรียนรู้กับบทเรียนต่างๆ ได้นั่นเอง

4. ทัศนคติเริ่มต้นจะส่งผลกับผลลัพธ์ที่ตามมา

ข้อเท็จจริงข้อหนึ่งที่เรามักจะเจอคืองานหลายๆ งานนั้นล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้ทันจะเริ่ม และส่วนมากเราก็มักพูดกันว่า “ก็เล่าคิดกันแบบนี้ งานจะไปสำเร็จกันได้ยังไง” ซึ่งมันก็ตรงตามคำพูดนั่นแหละครับ เพราะการตั้งทัศนคติเริ่มต้นก่อนการทำงานต่างๆ นั้นมีส่วนสำคัญมากในการทำงานต่างๆ มันจึงไม่แปลกที่หัวหน้าทีมมักจะเช็คสภาวะจิตใจของลูกทีมอยู่เสมอ หมอก็มีการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจของคนไข้ หรือแม้แต่คนพรีเซนต์งานก็ต้องจูนทัศนคติของคนฟังแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าทัศนคติตั้งต้นมาดีแล้ว โอกาสที่งานซึ่งตามมานั้นจะประสบความสำเร็จก็มีสูง แต่ถ้าตั้งแง่ว่าจะพังตั้งแต่ต้นแล้ว ทำยังไงก็คงจะไม่เวิร์คเป็นแน่

5. ทัศนนคติคือตัวที่เปลี่ยน “ปัญหา” ให้กลายเป็น “โอกาส”

หนึ่งในสิ่งที่เรามักพูดกันบ่อยๆ ว่าคนประสบความสำเร็จนั้นจะมีมุมมองและทัศนคติแตกต่างจากคนทั่วๆ ไป นั่นคือการมองเห็นโอกาสจากปัญหาแทนที่จะมานั่งคิดและรู้สึกไม่ดีกับมัน ทั้งนี้เพราะทุกๆ คนก็ล้วนเจออุปสรรคในชีวิตไม่ต่างกัน แต่บางคนเลือกจะมองมันเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเองหรือใช้โอกาสนั้นๆ ให้เป็นประโยชน์ และนั่นทำให้เรามักเจอคนที่มีทัศนคติที่ดีมักจะสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ อยู่เสมอๆ

6. ทัศนคติสามารถทำให้เราเกิดมุมมองดีๆ ที่แตกต่างออกไปจากเดิม

การมีทัศนคติที่ดีนั้นมักจะทำให้คนสามารถมองเห็นอะไรต่างไปจากเดิม เรื่องนี้ John C. Maxwell ยกตัวอย่างกรณีของ David และ Goliath ได้อย่างน่าสนใจ เพราะถ้าคนทั่วๆ ไปอาจจะมองว่า Goliath นั้นร่างยักษ์เสียจนคงไม่สามารถจะล้มและเอาชนะได้ แต่ David กลับมองอีกแบบว่า Goliath นั้นตัวโตมากเสียจนยังไงๆ เขาก็โจมตีได้โดยไม่พลาด (ก็จริงของเขานะ) และนี่น่าจะเป็นตัวอย่างชวนคิดว่าทัศนคติของเรานั่นแหละที่เป็นตัวสร้างกรอบ ความคิดและมุมมองของเราโดยไม่รู้ตัว หากคุณมีทัศนคติที่ดีแล้ว คุณก็อาจจะเห็นอะไรใหม่ๆ ที่ปรกติคุณอาจจะมองไม่เห็นก็ได้

7. ทัศนคติที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคุณบอกว่านับถือศาสนาหรือบอกว่าคุณเป็นคนดี

เราทุกคนล้วนนับถือศาสนากัน เราทุกคนล้วนรู้จักศีลธรรม จริยธรรม แต่ทำไมไม่ใช่เราทุกคนที่จะมีทัศนคติหรือมุมมองที่ดีกันล่ะ? นั่นแหละครับคือความจริงที่ว่าทัศนคติไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคุณบอกตัวเอง ว่าถือศีลหรือเข้าวัดฟังธรรมกันเสียเมื่อไร (ในชีวิตผมเจอเยอะมากกับคนที่บอกว่าธรรมะธัมโมแต่จิตใจหยาบกร้านมาก) คนจำนวนมาก “รู้” แต่ไม่ได้ “เข้าใจ” หรือเอาหลักธรรมเหล่านั้นมาใช้ในการปรับทัศนคติของตัวเองอย่างจริงจังๆ หรือบางทีก็คิดว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นแล้วโดยหารู้ไม่ว่าตัวเองยังไม่ได้ไป ไหนเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นแล้ว คุณควรมองและคิดให้เห็นจริงว่าทัศนคติของคุณเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่การพูดอ้างและบอกตัวเองเฉยๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น ป.เคมีภัณฑ์ บริการดูแลนาข้าว 0-100 วันเต็มๆ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2015-02-06 08:17:38 IP : 125.26.119.133


ความคิดเห็นที่ 5 (3774332)
avatar
ป.เคมีภัณฑ์ บริการดูแลนาข้าว 0-100 วันเต็มๆ

Composition With Books On The Table

1. ฉันเก่งกว่าคนอื่นๆ

การที่คุณมีทักษะและมีความสามารถมากนั้นเป็นเรื่องดี แต่การทนงตัวเองว่าเหนือกว่าคนอื่นนั่นมันก็อีกเรื่องหนึ่ง สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างบอกว่า “ฉันเก่ง” กับ “ฉันเก่งที่สุด” หรือ “ฉันเก่งกว่าคนอื่น” คือการที่คุณไปตัดสินความสามารถของคนอื่นและมองว่าอะไรๆ ที่ตัวเองทำนั้นถูกเสมอ เราจึงมักเจอสถานการณ์ประเภทที่ไม่ฟังคนอื่น หรือไม่ก็มองว่าตัวเองถูกอยู่คนเดียว ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดนั่นแหละ แล้วพอเป็นแบบนี้ มันจึงมักนำไปสู่การโทษคนอื่น การไม่เห็นคุณค่างานของคนอื่น และทำให้สูญเสียความเชื่อใจระหว่างคนทำงานด้วยกันนั่นแหละ

2. ฉันแพ้ไม่ได้

เคยเจอไหมครับ คนประเภทเถียงแบบไม่ยอมแพ้แม้ว่าจะมีหลักฐานต่างๆ นานา หรือมีข้อมูลมากมายมายืนยันก็ตาม ขณะเดียวกัน พอมีการโต้เถียงนั้น คนเหล่านี้ก็จะพยายามทุกวิถีทางที่จะเป็น “ผู้ชนะ” การโต้เถียงจนหลายๆ ครั้งไม่ใช่เรื่องของการทำงานหรือการได้วิธีที่มีประสิทธิภาพ หากแต่เป็นแค่ต้องการเป็นผู้ชนะเท่านั้น ทัศนคติของการแพ้ไม่ได้หรือประเภทที่ต้องชนะเสมอนี่เองที่ทำให้หลายๆ คนถูกระอาจากเพื่อนร่วมงาน เพราะมันกลายเป็นว่าพวกเขาไม่ได้ทำงานเพื่อคนอื่น แต่กลายเป็นทำงานเพื่อตัวเองอยู่ตลอดเวลา (แล้วอย่างนี้ใครจะอยากทำงานด้วยล่ะ?)

3. ฉันกลัวคนอื่นจะเด่นกว่าฉัน

พอคนกลัวว่าตัวเองจะถูกแย่งบทบาทจากคนอื่น กลัวว่าคนอื่นจะได้ผลงานมากกว่า สิ่งที่ตามมาคือการพยายามเบียดอีกฝ่าย บ้างก็พยายามหาทางให้อีกฝ่ายไม่ได้ผลงาน สิ่งที่ตามมาจึงเกิดสถานการณ์ประเภทเก็บความลับไว้ ไม่แลกเปลี่ยนข้อมูลกันเพราะกลัวอีกฝ่ายจะเอาใช้ประโยชน์ได้ พอเป็นแบบนี้แล้ว การทำงานร่วมกันก็คงจะไม่เกิดขึ้น แทนที่จะช่วยกันทำให้เกิดงานที่ดีกลับกลายเป็นการขัดแข้งขัดขากันเองซะอย่าง นั้น

4. ฉันทำงานให้เสร็จๆ ไป

ถ้าเรามองว่าคนประสบความสำเร็จนั้นจะมี Passion กับการทำงานมากเช่นเดียวกับเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน เราก็จะเจอเรื่องตรงกันข้ามกับคนอีกจำนวนหนึ่งประเภทที่มาทำงานให้ได้เงิน เดือนทุกสิ้นเดือนเป็นพอ ไม่ได้ต้องการท้าทายหรืออยากทำอะไรให้ดีเป็นพิเศษ มันจึงไม่แปลกที่เราจะเจอหลายๆ คนทำงานประเภทขอไปที คนทำงานด้านบริการก็ไม่ได้บริการตามชื่อตำแหน่ง บางคนก็คิดงานเหมือนกับเป็นหุ่นยนต์ บางคนเข้าประชุมเหมือนแค่ได้เผาชั่วโมงทำงานไปวันๆ ซึ่งพอเป็นแบบนี้แล้ว คนทำงานรอบๆ ข้างก็จะรู้สึกหมดไฟและอาจจะกลายเป็นคนประเภทเดียวกันได้โดยไม่รู้ตัว

5. ฉันอยากมี(และใช้)อำนาจ

การทำงานออฟฟิศนั้น สิ่งที่ตามมาคือลำดับขั้นของการบริหาร และไม่แปลกที่หลายๆ คนจะอยากขึ้นเป็นผู้จัดการหรือหัวหน้างาน เพราะการเป็นหัวหน้าย่อมตามมาด้วย “อำนาจ” ที่สามารถใช้สั่งการคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาได้ ทีนี้ปัญหามันคือหลายๆ คนไปตั้งทัศนคติประเภทว่าเป็นหัวหน้าแล้วสามารถใช้อำนาจในการสั่งคนอื่น บีบเค้นคนอื่นให้เป็นตามที่ตัวเองต้องการได้ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดีเลยแม้ แต่น้อย ลูกน้องที่อยู่ใต้ห้วหน้างานประเภทบ้าอำนาจล้วนพูดไปทางเดียวกันว่าทุกข์ ทรมานอยู่พอสมควร อันที่จริงแล้ว การมีอำนาจตามบทบาทหน้าที่นั้นก็เป็นเรื่องจริง แต่การใช้อำนาจให้คนอื่นยอมรับนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าหัวหน้างานใช้ไม่เป็นแล้วก็จะมีแต่ทำให้ทีมงานรู้สึกเอือมระอาเอาได้ นั่นแหละ

ในความเป็นจริงนั้น คงมีทัศนคติแง่ลบอีกมากมายที่เราคงไม่อยากให้เกิดขึ้นในที่ทำงานกัน ไว้บล็อกวันหลังผมจะลองลิสต์ออกมาแลกเปลี่ยนกันอีกเรื่อยๆ นะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ป.เคมีภัณฑ์ บริการดูแลนาข้าว 0-100 วันเต็มๆ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2015-02-06 08:12:26 IP : 125.26.119.133


ความคิดเห็นที่ 4 (3774330)
avatar
ป.เคมีภัณฑ์ บริการดูแลนาข้าว 0-100 วันเต็มๆ

Composition With Books On The Table1. ผู้นำจะเชื่อมงานที่ทำในแต่ละวันกับเป้าหมายใหญ่ของพวกเขา ในขณะที่ผู้จัดการจะมองแค่งานระยะสั้นเท่านั้น

อย่างที่บอกไป คือผู้จัดการคือคนที่คอยจัดการให้งานที่ตัวเองหรือทีมรับผิดชอบนั้นให้เสร็จ เรียบร้อย คนที่เป็นผู้จัดการจึงมักง่วนอยู่กับการพยายามเคลียร์งานให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้บรรลุตามหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งนั่นผิดกับผู้นำที่จะมองงานต่างๆ เป็นจิ๊กซอว์ประกอบในแผนการสร้างภาพขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายหลักของพวกเขา และต่อให้จะเป็นงานประเภท Routine ยังไงก็ตาม แต่ทั้งหมดนั้นก็ล้วนร้อยต่อเป็นสิ่งที่พวกเขาวางไว้เพื่ออนาคตข้างหน้า

2. ผู้นำมองคนเป็นคน ในขณะที่ผุ้จัดการมองพนักงานตามลำดับขั้นในองค์กร

สิ่งที่มักพูดกันเสมอๆ คือผู้จัดการนั้นจะให้ความสำคัญกับตำแหน่งของแต่ละคน ประเภทว่าคนไหนตำแหน่งสูงตำแหน่งต่ำ และปฏิบัติกับแต่ละคนอิงตามตำแหน่งของพวกเขาประเภทที่พนักงานระดับล่างก็จะ ถูกกระทำแบบหนึ่ง แต่พนักงานระดับบนก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งนั่นจะต่างจากผู้นำที่จะมองแต่ละคนในมุมมองที่พยายามค้นหาจุดแข็งและจุด อ่อนเพื่อสามารถใช้ความสามารถได้อย่างสูงสุด เราจึงเห็นผู้นำที่ดีไม่ได้ใส่ใจเรื่องตำแหน่งหรือลำดับขั้นในแผนก แต่สนใจเรื่องความสามารถ ทัศนคติ และมุมมองเพื่อสร้างคุณค่าของแต่ละคนได้มากที่สุดต่างหาก

3. ผู้นำอยากได้ความเคารพ ในขณะที่ผู้จัดการอยากเป็นที่รัก

เรื่องนี้อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่ถือว่าน่าคิดทีเดียว เพราะผู้นำหลายๆ คนอาจจะไม่ใช่คนที่ทุกคน “ชอบ” หรือ “ปลื้ม” แต่จะเป็นคนที่คนส่วนใหญ่ให้การเคารพนับถือสำหรับเรื่องความสามารถในการนำพา ทีมไปสู่ความสำเร็จได้ แต่สำหรับผู้จัดการบางคนนั้น จะเน้นการเป็นที่รักของคนในทีมเป็นสำคัญ ประเภทที่บางทีก็สปอยลูกน้อง ปกป้องจนเกินเหตุ ฯลฯ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้นำเก่งๆ จะทำกัน เพราะพวกเขาจะมองว่าเป้าหมายใหญ่เป็นตัวตั้งซึ่งหลายๆ ครั้งก็ต้องมีการเสียสละบางอย่าง หรือต้องทำบางอย่างที่ไม่ได้ประสงค์นักเพื่อให้งานสำเร็จ เป็นต้น

4. ผู้นำจะรู้สึกตื่นเต้นเวลาคนในทีมสร้างอะไรที่ยอดเยี่ยม แต่ผู้จัดการจะรู้สึกหวาดวิตก

การที่คนในทีมมีผลงานเกินหน้าเกินตานั้นเป็นสิ่งที่ผู้จัดการหลายคนหวาด กลัว ทั้งนี้เพราะพวกเขายึดติดกับโครงสร้างองค์กรแบบลำดับขั้นที่เขาอยู่ข้างบน การที่คนด้านล่างเก่งและมีความสามารถย่อมหมายถึงการสั่นคลอนของตัวเองที่อาจ จะถูกลดบทบาทได้ทุกเมื่อ แต่สำหรับคนที่เป็นผู้นำนั้นจะไม่มีความคิดแบบนี้อยู่ในหัวเลย แต่กลับจะยิ่งรู้สึกดีเมื่อพบว่าคนในทีมของตัวเองมีความสามารถที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งจะยิ่งสนับสนุนให้ดีกว่าเดิมเสียอีกเพื่อที่คนเหล่านั้นจะกลายเป็น ผู้นำคนต่อๆ ไปในองค์กร

5. ผู้นำจะโปร่งใสกับคนในทีม ในขณะที่ผู้จัดการจะปกปิดข้อมูลไว้

สำหรับคนที่เป็นผู้นำนั้นมักจะมีความคิดในทางที่ต้องการให้คนในทีมได้รับ ทราบสถานการณ์อย่างเท่าเทียม เพื่อที่จะให้ทุกๆ คนได้สิทธิ์และได้ออกความเห็นบนพื้นฐานเดียวกัน จึงไม่แปลกที่คนเป็นผู้นำมักจะเล่าข้อมูลต่างๆ ให้กับคนในทีมอยู่เสมอๆ ผิดกับผู้จัดการหลายคนซึ่งกลัวว่าข้อมูลเหล่านี้จะทำให้คนในทีมรู้มากเกินไป ข้อมูลต่างๆ จึงกลายเป็นเสมือนไพ่ลับที่ไม่สามารถบอกคนอื่นได้ซึ่งท้ายที่สุดก็กลายเป็น ว่าเสียโอกาสของทีมไปโดยใช่เหตุ

6. ผู้นำรับผิดชอบกับความผิดพลาด ในขณะที่ผู้จัดการจะโทษทีม

เรื่องนี้คนพูดกันเสมอๆ ว่าผู้นำที่ดีมักจะออกตัวยืดอกรับผิดชอบเวลาเกิดความผิดพลาดใดๆ พร้อมทั้งเป็นคนแรกๆ ที่ออกมาขอโทษหรือพยายามพลักดันในการแก้ไขให้ดีขึ้น ในขณะที่ผู้จัดการ (ที่ไม่ดี) มักจะโยนความผิดให้กับคนอื่นๆ บ้างก็บอกว่าคนที่รับผิดชอบโปรเจคคือสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้น ทั้งนี้เพราะการยอมรับว่าตัวเองผิดเป็นเรื่องที่ผู้จัดการเหล่านี้รับไม่ได้ เนื่องจากจะมองว่าทำให้ตัวเองอยู่ในที่นั่งลำบากหรือสูญเสียอำนาจไปนั่นเอง

7. ผู้นำจะสนใจกับผลลัพธ์ของงาน ในขณะที่ผู้จัดการสนใจเรื่องกระบวนการ

อย่างที่บอกไป คือผู้นำนั้นจะมองเห็นเป้าหมายของทีมและพยายามพลักดันให้ทุกคนมีส่วนร่วมใน การสร้างงานซึ่งนำไปสู่เป้าหมายนั้น ฉะนั้นแล้ว พวกเขาจะมีภาพที่ชัดเจนมากว่าต้องการอะไร และผลลัพธ์ของงานก็ควรจะได้เป็นตามนั้น (แน่นอนว่านั่นทำให้พวกเขาสามารถออกแบบกระบวนการต่างๆ ที่จะให้ได้งานตามที่ต้องการด้วยเช่นกัน) แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้จัดการมักจะสนใจเรื่องกระบวนการเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะการจัดการกระบวนการคือสิ่งที่นำมาสู่ตำแหน่งผู้จัดการนั่นแหละ มันเลยไม่แปลกที่พวกเขาจะพยายามสนใจเรื่องอำนาจการตัดสินใจ การพยายามควบคุมและสร้างกระบวนการต่างๆ ตามที่เขาต้องการเป็นสำคัญ

ในบรรดา 7 ข้อนี้ อาจจะฟังดูเข้าท่า แต่บางข้อก็ดูสุดโต่งบ้าง บางอย่างอาจจะฟังแล้วแบบ เอ๊ะ ผู้จัดการมันไม่ขนาดนั้นหรือเปล่า เอาเป็นว่ามันคือแง่คิดที่ชวนให้คุณๆ ลองพิจารณาดูว่าการเป็นผู้นำที่ดีนั้นเขามองอะไรเป็นสำคัญแล้วกันนะครับ ผู้จัดการหลายๆ คนอาจจะไม่ได้เป็นถึงขั้นผู้นำแต่ก็อาจจะไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว อย่างน้อยๆ ถ้าคุณรู้ว่าการเป็นผู้นำคืออะไรแล้ว อนาคตคุณอาจจะพัฒนาตัวเองไปถึงจุดนั้นก็ได้ล่ะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ป.เคมีภัณฑ์ บริการดูแลนาข้าว 0-100 วันเต็มๆ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2015-02-06 08:10:11 IP : 125.26.119.133


ความคิดเห็นที่ 3 (3774314)
avatar
สวนมะลิสดๆป.เคมีภัณฑ์(ขายปลีก-ส่งราคาประหยัด)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สวนมะลิสดๆป.เคมีภัณฑ์(ขายปลีก-ส่งราคาประหยัด) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2015-02-05 22:47:52 IP : 125.26.112.62


ความคิดเห็นที่ 2 (3774009)
avatar
สวนมะลิสดๆป.เคมีภัณฑ์(ขายปลีก-ส่งราคาประหยัด)

"ทำไมขายสินค้าไม่ออก??"

คำถามนี้อาจจะมีใครหลายๆคนที่ทำธุรกิจตั้งคำถาม โดยเฉพาะเวลาลงทุน ลงเงินโฆษณาไปกับสื่อต่างๆ แต่สินค้ากลับขายไม่ออก

ถ้าคุณมีคำถามนี้อยู่ในใจ และพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน โดยการไปหาหนังสืออ่าน หาบทความดีๆ ฟังสัมมนา หรือทางไหนก็แล้วแต่ นั่นย่อมเป็นเรื่องที่ดี เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจคุณเอง

แต่วันนี้ผมอยากให้เราลองกลับมาคิดอะไรแบบง่ายๆดูบ้าง ลองคิดจากตัวเองก็ได้ ว่าในเดือนที่ผ่านมาคุณได้ซื้อสินค้าอะไรไปบ้าง??

เช่น เดือนที่ผ่านมาผมทำออฟฟิศใหม่ ก็ต้องซื้อของต่างๆมากมาย ที่ใช้สำหรับสำนักงาน โต๊ะทำงาน, โต๊ะประชุม, โซฟา, ผ้าม่าน, หิ้งพระ, กระดาน Whiteboard, บริการอินเตอร์เน็ต, Router ฯล

ทำไมตัวเราเองถึงซื้อของคนอื่นได้? ใช้จ่ายอะไรไปมากมาย?

 

สำหรับผมเหตุผลหลักๆ มี 2 ข้อเท่านั้น
1. เราอยากใช้
2. เราต้องใช้

ผู้แสดงความคิดเห็น สวนมะลิสดๆป.เคมีภัณฑ์(ขายปลีก-ส่งราคาประหยัด) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2015-02-05 11:21:37 IP : 125.26.121.48


ความคิดเห็นที่ 1 (3774006)
avatar
สวนมะลิสดๆป.เคมีภัณฑ์(ขายปลีก-ส่งราคาประหยัด)

สวัสดีปี2558สำหรับคนเบื่ออาชีพเดิมหาอาชีพใหม่(รายได้ต่อวัน)รายได้ของการขายดอกไม้สดกระจายสินค้าดอกไม้ทั่วทิศ-คนขยันหาแม่ค้าได้เยอะกว่า ย่อมได้เปรียบ นำใบปลิวไปแจกให้ทั่วทั้งจังหวัด หรือ ท่านมีวิธีโฆษณาแบบใดที่ปล่อยสินค้าได้ทุกวัน เลือกตามแบบท่านที่เหมาะสมที่สุด

หาเพื่อนว่างงาน-ร่วมงานด้วย สอนฟรี!!! ขายดอกมะลิทั่วโลก งานอิสระทำอยู่บ้าน รายได้ดี!!!

ต้องการ
หาเพื่อนร่วมงานขายดอกมะลิสดเพื่อทำชามะลิ/น้ำมันหอมระเหยมะลิ

 

Project ที่จะขายดอกมะลิปลอดสารพิษ
บริษัทที่ผมทำงานด้วย จะปลูกต้นมะลิปลอดสารพิษไว้50,000ไร่(ห้าหมื่นไร่) ต้องการหาตัวแทนจำหน่ายแต่ละจังหวัดและทั่วโลก                      จำนวน  50,000 อัตรา

 

การปลูกมะลิคุณภาพดี(ออร์แกนิค100%) ปลอดสารเคมี เป็นที่ต้องการของตลาด

ผู้แสดงความคิดเห็น สวนมะลิสดๆป.เคมีภัณฑ์(ขายปลีก-ส่งราคาประหยัด) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2015-02-05 11:20:40 IP : 125.26.121.48



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.