ReadyPlanet.com


ถึงคราวซวย
avatar
DDT


ขณะที่ปัญหาสิทธิบัตรยายังยืดเยื้อคาราคาซัง ผู้ผลิตยาที่เป็นคนไทย รวมถึงนักศึกษาเภสัชศาสตร์ทั้งหลายต่างระดมพลังออกแรงระงับยับยั้งทุกวิถี ทาง ที่จะป้องกันไม่ให้บันทึกมรณะสิงหาคม 2529 (บันทึกที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาทำเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุข) ได้มีโอกาสออกมาเพื่อเปิดทางให้บรรษัทยาข้ามชาติแฝงกายเข้ากอบโกยผลประโยชน์ อย่างที่ต้องการ

ความวัวยังไม่ทันจางหาย ความควายก็สอดแทรกไม่ว่างเว้นเมื่อจู่ ๆ ปรากฏว่า กรมวิชาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของท่านอธิบดี ยุกติ สารภูติ ได้ดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบใหม่ในการขึ้นทะเบียนวัตถุมีพิษ ซึ่งกฎระเบียบใหม่นี้ทำให้คนไทยผู้ประกอบธุรกิจสารเคมีเกษตรถึงกับร้อง "โอ๊ย" กันถ้วนหน้า

เพราะเนื้อแท้ของกฎระเบียบใหม่ เปิดช่องให้บริษัทข้ามชาติที่ประกอบธุรกิจเคมีเกษตรสบจังหวะเจาะตลาดได้อย่างถนัดถนี่ เนื่องจากสาระสำคัญของกฎระเบียบใหม่ผู้นำเข้าสารเคมีเกษตรทั้งหลายจะต้องใช้เวลาทดสอบก่อนขึ้นทะเบียนเป็นเวลาหลายปี ซึ่งระยะเวลาที่กว่าจะผ่านการทดสอบจะต้องใช้เงินทุนทดลองเป็นจำนวนไม่น้อย

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้บริษัทคนไทยทั้งหลายตกเป็นเบี้ยที่ถูกขุนให้คว่ำ เพราะสายป่านที่จะนำมาหล่อเลี้ยงคงไม่ยืดยาวพอที่จะสู้กับบริษัทต่างชาติ เช่น มอนซาโต ดูปองท์ ซีบ้า-ไกกี้ เชลล์ ฯลฯ ได้แน่นอน ซึ่งที่สุดธุรกิจนี้จะตกอยู่ในเงื้อมมือต่างชาติ ที่จะกำหนดความพอใจได้ทุกเมื่อ

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจส่วนรวมอีกประการหนึ่งก็คือ จะทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้นอีก 1-3 เท่าตัว เนื่องจากผู้ขายต้องบวกค่าใช้จ่ายในการทดลองเข้าไปอีก และยังเป็นการปิดกั้นการเติบโตของอุตสาหกรรมเคมีด้านวัตถุมีพิษภายในประเทศ ไม่ให้สามารถพัฒนาได้เหมือนกับชาติอื่น เช่น เกาหลี จีนแดง หรืออินโดนีเซีย

เบื้องหลังกฎมรณะที่จะคลอดออกมานี้ ว่ากันว่าเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ใหญ่ในกรมวิชาการได้เดินทางไปร่วมประชุมกับ เอฟเอโอ. (FAO) ประมาณกลางปีที่แล้วซึ่ง FAO นี้ได้รับเงินสนับสนุนจากองค์การ GFAB (เกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มบริษัทธุรกิจเคมีเกษตรชื่อดังของโลก) นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ชั้นสูงส่วนหนึ่งของ FAO ก็เคยปฏิบัติงานในบริษัทชั้นนำเหล่านั้นมาก่อน

FAO ได้เสนอข้อคิดเห็นว่าประเทศด้อยพัฒนาอย่างประเทศไทย ควรที่จะมีการยกร่างกฎระเบียบวัตถุมีพิษเสียใหม่โดยมุ่งเน้นถึงด้านการทดลอง ก่อนที่จะนำออกมาจำหน่าย ที่จริงหากดูตามวัตถุประสงค์นี้ก็เป็นเรื่องดีไม่หยอก แต่ที่ต้องร้องกันออกมาเป็นเพราะว่า

"มีอย่างที่ไหนวัตถุมีพิษหลายชนิดยังไม่เคยมีขายที่ไหนในโลก และผลการทดสอบก็ยังไม่ได้รับการรับรองจากประเทศผู้ผลิตด้วยซ้ำ แต่กลับจะนำมาทดลองและขายในเมืองไทย เขามองเห็นว่าบ้านเรายังไม่มีเครื่องมือและเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ โอกาสที่จะตบตาจึงมีความเป็นไปได้สูง ทำอย่างนี้ราวกับว่าเมืองไทยเป็นหนูตะเภาทดลอง" ผู้ค้าสารเคมีคนไทยรายหนึ่งกล่าวอย่างเหลืออดกับ "ผู้จัดการ"

เพื่อให้กฎระเบียบใหม่คลอดออกมาโดยเร็ว บริษัทข้ามชาติที่มีสาขาในเมืองไทยได้สั่งการให้ผู้บริหารชั้นสูงที่เป็นคน ไทยบางคนดำเนินการในเรื่องนี้โดยด่วนที่สุด ตัวตั้งตัวตีที่ถูกวิพากษ์มากที่สุดก็คือ ดร. ชาตรี พิทักษ์ไพวัน ผอ. ฝ่ายวิชาการของบริษัทอี๊สต์เอเชียติ๊ก จำกัด (ICI) ชลัท ศรีพิจารณ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัท ดูปองท์

"เราไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจำเป็นนักหรือที่จะต้องนำเอาประเทศไทยไปเร่งประเคนให้กลุ่มทุนข้ามชาติ ระเบียบใหม่นี้มีคนไทยบางคนเข้าร่วมร่วงด้วย เมื่อถูกตอบโต้คนไทยคนนั้นก็ถ่ายเอกสารทุกชิ้นส่งกลับไปเมืองนอก ทั้งนี้เพื่อจะบีบบริษัทเล็ก ๆ ของคนไทยที่ต้องนำเข้าสินค้าจากเขาว่าอย่าได้คิดยับยั้งไม่เช่นนั้นจะไม่ขายสินค้าให้" แหล่งข่าวท่านหนึ่งกล่าว

เอาเป็นว่าถ้าระเบียบใหม่นี้ไม่มีอะไรติดขัด เชื่อแน่ว่าบริษัทเล็ก ๆ ของคนไทยไม่น้อยกว่า 30 บริษัทจะต้องถึงจุดจบอย่างน่าอเน็จอนาถ เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่มีกำลังพอที่จะหาเงินจำนวนมากมายมาใช้จ่ายในการทดลอง เหล่านั้นได้ หรือถ้าต้องการยืดอายุหายใจก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทนเป็นลูกไล่ของบริษัท ข้ามชาติ

สำหรับ ดร. ชาตรี พิทักษ์ไพวัน คนที่ถูกมองด้วยสายตาคลางแคลงนั้น จบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รุ่นที่ 21 (มก. 21)แผนกโรคพืช หลังจบมาใหม่ ๆ ได้เข้าทำงานในบริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัดที่ขณะนั้นมีแผนกสารเคมีอยู่ด้วย ทำงานที่เอสโซ่ประมาณ 3-4 ปีจึงลาออกไปเรียนต่อต่างประเทศจากนั้น จึงกลับเข้ามาทำงานที่อี๊สต์เอเชียติ๊กในแผนกเคมีเกษตรจนเลื่อนขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการในปัจจุบัน นับเป็นมันสมองสำคัญของ ไอซีไอ. อีกคนหนึ่ง

ส่วน ชลัท ศรีพิจารณ์จบการศึกษาด้านเกษตรศาสตร์มาจากออสเตรเลีย เคยทำงานอยู่กับบริษัท เชลล์ (ประเทศไทย) จำกัดระยะหนึ่ง ก่อนผันตัวเองมาอยู่ดูปองท์ ชลัทเป็นคนที่ได้ชื่อว่าเก่งฉกาจมากในเรื่องการตลาด สามารถทำให้ดูปองท์ก้าวขึ้นมาครองตลาดเคมีเกษตรอยู่ในอันดับหนึ่งติดต่อกันหลายปี คุณสมบัติพิเศษอีกข้อก็คือ เป็นคนที่เข้าหาผู้ใหญ่ได้เก่ง โดยเฉพาะผู้ใหญ่ของกรมวิชาการเกษตร

กับปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้คนไทยผู้ประกอบธุรกิจสารเคมีเกษตรได้มีการรวมตัว กันเป็นชมรมฯ โดยยังถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมผู้ค้าปุ๋ยและเคมีเกษตรที่มี วัลลภ เจียรวนนท์ ซาเสี่ยของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) นั่งเก้าอี้นายกอยู่ ชมรมฯ ดังกล่าวนี้พยายามที่จะเปิดเกมรับมิให้กฎระเบียบใหม่ได้ออกมา

"เหตุที่เราไม่ต่อสู้ในนามสมาคมฯ ก็เป็นเพราะว่ากลัวจะไม่คล่องตัว เนื่องจากในสมาคมมีบริษัทใหญ่ที่มีการค้าสัมพันธ์กับบริษัทข้ามชาติเหล่านั้นรวมอยู่ด้วย ซึ่งคนของบริษัทใหญ่ไม่ต้องการให้เกิดการต่อสู้ในขั้นรุนแรง นั่นเป็นเรื่องที่เรายอมไม่ได้ เพราะบริษัทใหญ่ไม่ลำบากนัก แม้ว่าจะมีกฎใหม่ออกมาก็ตามที" แหล่งข่าวในชมรมท่านหนึ่งกล่าวกับ "ผู้จัดการ"

ตัวตั้งตัวตีของชมรมฯ ประกอบไปด้วยพ่อค้าเคมีเกษตรชื่อดังหลายท่านอาทิเช่น พิฑูรย์ กอเทพวัลย์ แห่งบริษัท พิทสุลิน จำกัด (ที่เคยมีข่าวว่าจะสร้างโรงงานผลิตขึ้นในเมืองไทย) ประวิทย์ จิรัปภา แห่งบริษัทแอ็กโกร จำกัด ดร. สุริยันต์ รักษาค้า แห่งบริษัท มีดี. เทค จำกัด รวมถึงตัวแทนจากบริษัท ยิบอินซอย จำกัดและอีกมาก

ชมรมฯ มีการประชุมกันเกือบทุกอาทิตย์เพื่อติดตามข่าวการเคลื่อนไหวว่ากฎระเบียบใหม่นั้นจะออกมาเมื่อใด และเตรียมทำบันทึกชี้แจงแก่รัฐสภาให้ทราบถึงขบวนการโกยผลประโยชน์ของชาติ พร้อมจะออกชี้แจงกับผู้ใช้ให้ทราบถึงพิษภัยของบริษัทข้ามชาติและเคมีเกษตรตัวใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา โดยจะเริ่มแผนงานนี้ในราวเดือนเมษายน

"เราเรี่ยไรเงินกันทำเท่าที่ความสามารถจะเอื้ออำนวยให้แต่จะยอมให้ต่างชาติเข้ามาเอาผลประโยชน์ไปต่อหน้าต่อตานั้นเราทำไม่ได้" สมาชิกชมรมอีกท่านกล่าวกับ "ผู้จัดการ"

คนที่ต้องตกที่นั่งกระอักกระอ่วนใจต่อปัญหานี้มากที่สุดเห็นจะเป็น วัลลภ เจียรวนนท์ เพราะตำแหน่งนายกสมาคมฯ ที่ค้ำอยู่หากไม่ช่วยเหลือคนไทยด้วยกันก็ดูกระไรอยู่ แต่ถ้าหากช่วยไปก็ไม่รู้ว่าจะทำความไม่พอใจให้กับบริษัทข้ามชาติที่มีสายสัมพันธ์การค้ากับ ซีพี. หรือไม่?

"คุณวัลลภพยายามวิ่งเต้นขอร้องทั้งสองฝ่ายให้ประนีประนอมกันแล้ว แต่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมให้กันเพราะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ทางชมรมฯ นั้นก็เคยบอกว่า ถ้าทางบริษัทใหญ่ ๆ เช่น ซีพี. ไม่ช่วยก็ควรวางตัวเป็นกลาง เรื่องนี้ไม่น่าจะรุนแรงถึงขั้นนี้ถ้าคุณชาตรีกับคุณชลัทจะไม่ออกหน้าออกตาเกินไปนัก" คนใกล้ชิดกับวัลลภกล่าว

ส่วน ดร. ชาตรีกับชลัทจะมีเหตุผลอย่างไรนั้น "ผู้จัดการ" เพียรพยายามติดต่อสอบถามอย่างไรก็ไม่สำเร็จโดยให้คำตอบว่าไม่มีเวลาจะคุย ด้วยทุกครั้งไป



ผู้ตั้งกระทู้ DDT :: วันที่ลงประกาศ 2010-09-11 02:07:38 IP : 180.180.174.26


[1]

ความคิดเห็นที่ 12 (2172670)
avatar
AJ

บริษัทปิด พนักงานไปใหน กี่แสน กี่หมึ่น คนที่มีภาระ คุณ รัฐ ค่ะ คิดจะดูแลพวกเขาเหล่านั้นบ้างใหม ใครสงสารพวกเราบ้างทำงานมาตั้งนานแล้วพรุ้งนี้จะเป็นอย่างไรกันละนี้ เครียดมากมาย

ผู้แสดงความคิดเห็น AJ วันที่ตอบ 2011-04-26 18:51:11 IP : 49.48.218.151


ความคิดเห็นที่ 11 (2111811)
avatar
DDT

ความเห็นที่ 10 เห้นดว้ยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น DDT วันที่ตอบ 2010-09-22 22:32:44 IP : 113.53.95.221


ความคิดเห็นที่ 10 (2111798)
avatar
เกษตรศาสตร์ ของเราแต่ก่อนฯ

กสิกร..  แข็ง.. ขัน ...เป็นกระดูก  สันหลัง  ของชาติ.... ( ใคร )  จะเรือง  อำนาจ  เพราะ ไทยเป็นชาติฯ...กสิกรรม.....( บทเพลง ..เพี้ยน..)

...ก็แค่อยากเป็นครัวของโลก..มิใช่หรือ..เขาก็เลยอยากให้ใช้..วัตถุดิบ..ที่เขาต้องการ...ส่วน..กสิกร..ที่ไม่รู้เรื่อง...ว่า..สารเคมีที่เขาใช้..มีที่มาที่ไปอย่างไร..ก็ต้องหาซื้อกันตามประสา..ใครว่าดี ก็ตามกันไป..ขอให้ได้ผลผลิตที่ดี ก็พอแล้ว..ขายได้ เงินเหลือ ใช้ กิน เก็บ..ไม่ต้องการเป็นทาส...ใคร..

ผู้แสดงความคิดเห็น เกษตรศาสตร์ ของเราแต่ก่อนฯ วันที่ตอบ 2010-09-22 21:56:04 IP : 113.53.144.10


ความคิดเห็นที่ 9 (2109173)
avatar
DDT

ความเห็นที่ 7 ครับ  ผมคิดว่าคนๆนี้น่าจะเป็นคนบุรีรัมย์ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 เดาเอา

ผู้แสดงความคิดเห็น DDT วันที่ตอบ 2010-09-15 09:20:24 IP : 125.26.230.127


ความคิดเห็นที่ 8 (2108470)
avatar
ร้านขายปุ๋ย แห่งหนึ่ง

 

อย่าไปคิดอะไรมาก  ยิ่งคิดยิ่งเครียด 

ถ้าตราบใดที่เรายังคิดเป็นร้านค้า  อยู่  ก็ ตามน้ำ  มันแพงมาก็ขายแพงไป  ซื้อมาขายไป  ยังใงก็ต้องซื้อ ก็ค้องขายกันต่อไป

เกษตรกรเองก็  อาจถูกมองว่า  เป็นผู้ถูกกระทำหรือโดนซ้ำเติม 

แต่ถ้าคิดในแง่ดี   ว่า ถ้าอนาคต การลงทุนเพิ่มมากขึ้น  สูงขึ้น  แต่ ผลผลิต ได้ราคาสูงมากขึ้น  หละ  ก็อาจจะดีขึ้นกว่าเดิม 

ตัวเราเป็นร้านค้า  จะต้นทุน แพงกว่าเดิม เราก็มีกำไร/หน่วย  ทุกชิ้นอยู่แล้ว

ผู้แสดงความคิดเห็น ร้านขายปุ๋ย แห่งหนึ่ง วันที่ตอบ 2010-09-13 10:23:36 IP : 117.47.189.133


ความคิดเห็นที่ 7 (2108430)
avatar
ตูจะโดนอะไรบ้างนี้ เสียวโว๊ย

ความเห็นที่ 2 ครับ

ทำไมพวกคุณถึงไม่ยอมกำจัดเรื่องยาปลอม  ยาไม่ได้มาตรฐาน  ออกไปจากวงการเคมีเกษตรล่ะ  ทั้งๆที่พวกคุณก้อรู้ว่าใครทำบ้าง 

คนละประเด็นกันครับท่าน อย่ามาเหมารวมให้ร้านค้าครับ ถ้ายามันไม่ได้มาตรฐาน เปอร์เซ็นต์ไม่ถึง ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานคอยตรวจสอบดูแลอยู่แล้ว และร้านค้าอย่างผมยอมกำไรน้อยดีกว่าขายยาไม่มีคุณภาพ ผลกรรมของพรบนี้ ตกอยู่กับเกษตรกรต้องซื้อของแพงครับ

เอ่อท่านครับ พวกผมแค่ผู้ค้าน้อยๆนะครับ ส่วนผู้ที่ทำยาเปอร์เซ็นต์ไม่ถึง ก็รู้ๆกันอยู่ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ใครจะไปกล้าแตะต้องพวกท่านๆเหล่านั้นหล่ะครับ ซึ่งพวกที่ค้ายาไม่ได้มาตรฐานก็มีไม่กี่บริษัท ซึ่งเอ่ออออออ (เสี่ยงกับชีวิตที่จะพูดว่าเป็นใคร)

ถึงพรบ.ใหม่ออก แต่บริษัทที่ค้ายาไม่ได้มาตรฐานดังกล่าวข้างต้นใช่ว่าจะปิดตัวลง แต่อาจจะรุ่งเรืองยิ่งกว่าเก่าก็ได้  คนอื่นต้องเพิ่มต้นทุน แต่พวกนี้ไม่ต้อง(เส้นก๋วยจั๊บ) บ.เหล่านี้กลับยิ่งรวยเอาๆๆๆๆๆๆ เกษตรกรก็จนเอาๆๆๆๆๆๆๆ

คนละประเด็น ต่างวาระกันครับท่าน ลองพิจารณากันดู

ผู้แสดงความคิดเห็น ตูจะโดนอะไรบ้างนี้ เสียวโว๊ย วันที่ตอบ 2010-09-13 08:54:34 IP : 180.180.29.126


ความคิดเห็นที่ 6 (2108141)
avatar
ร้านขายปุ๋ย แห่งหนึ่ง

 

อย่าเพิ่งเถียงกันเลย   รอดูท่าที ของท่าน อธิบดี คนใหม่ก่อน ว่าเขาจะสานต่อคนเก่าหรือมีแนวคิดใหม่

 

มันอาจจะดีขึ้น  หรือ เลวว่าเดิมก็ได้......................

ผู้แสดงความคิดเห็น ร้านขายปุ๋ย แห่งหนึ่ง วันที่ตอบ 2010-09-12 07:12:50 IP : 222.123.200.241


ความคิดเห็นที่ 5 (2108005)
avatar
DDT

ยาไม่ได้มาตราฐานคืออะไร ชาวนาขอแค่ได้ผลก็พอแล้ว เพราะถ้าไม่ได้ผลชาวนาก็คงไม่กลับไปใช้ต่อ

ปัญหามันเกิดจากไอ้พวกเห็นแก่ตัวไม่กี่คนเอง ขนาดสะเดาเกษตรกรนำมาหมักเองก็ยังไม่วาย ถึงราคาข้าวจะดีต้นทุนก็สูงอยู่ดี

แล้วที่เรียกกำไรน่ะอยู่ที่ไหน ต่อไปรัฐบาลก็คงขายเอง ( มีอย่างที่ไหนวัตถุมีพิษหลายชนิดยังไม่เคยมีขายที่ไหนในโลก และผลการทดสอบก็ยังไม่ได้รับการรับรองจากประเทศผู้ผลิตด้วยซ้ำ แต่กลับจะนำมาทดลองและขายในเมืองไทย เขามองเห็นว่าบ้านเรายังไม่มีเครื่องมือและเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ โอกาสที่จะตบตาจึงมีความเป็นไปได้สูง ทำอย่างนี้ราวกับว่าเมืองไทยเป็นหนูตะเภาทดลอง)

ผู้แสดงความคิดเห็น DDT วันที่ตอบ 2010-09-11 16:50:04 IP : 180.180.174.26


ความคิดเห็นที่ 4 (2107960)
avatar
seto16

สำหรับร้านค้าไม่มีปัญหาหรอกครับ

ซื้อมาแพง ก็ขายแพง ก็จบ

 

แต่ผู้รับภาระที่แท้จริงคือเกษตรกรครับ ซื้อของแพง ต้นทุนแพง ขายได้เท่าไรไม่รู้

รัฐก็มาป่าวประาศอีกว่า ใช้อินทรีย์สิ สุดยอด

หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นไม่อยากคาดเดาครับ

จากผู้ส่งออกอันดับต้นๆ จะเหลือพอกินหรือเปล่าไม่รู้

ผู้แสดงความคิดเห็น seto16 วันที่ตอบ 2010-09-11 14:38:21 IP : 118.173.30.231


ความคิดเห็นที่ 3 (2107953)
avatar
ชาวนาอาลัย

                       ประเทศเกษตรกรรม  ที่ทำแล้วยิ่งจน !!!!

เกษตรกร ชาวนา คนหาปลายังสับสน        เฆข ฝน ฟ้า  พากันสัปดล

ตกพิกล  แล้งพิการ หนาวทรมารเป็นการกล       แมลงเบี้ย เพลี้ยกินกมล กัดกินคนยันบนกบาล

                       ถึงคราวข้าวยาก หมากแพง      ฝนก็แล้ง  ตกก็ห่าใหญ่ น้ำท่วมไฟบรรลัยกัณฑ์

สวรรค์จะไม่แล  เห็นแท้ ปฐพีนรก           คนใจสกปรก  นรกยังไม่กิน  ต้องรอสิ้นโลกา

                      

ผู้แสดงความคิดเห็น ชาวนาอาลัย วันที่ตอบ 2010-09-11 14:26:51 IP : 180.180.15.155


ความคิดเห็นที่ 2 (2107946)
avatar
ผ่านมาอ่าน

เห็นด้วยที่มีการควบคุม  แต่ไม่ชอบวิธีการเช่นกัน  

แต่......

 

ปัญหามันอยู่ที่   บริษัทที่เจ้าของเป็นคนไทยแต่ละบริษัทที่ข่าวเอามาลง  ก่อนหน้าที่จะมีการออกกฏเกณฑ์มาบังคับเนี่ย  ทำไมพวกคุณถึงไม่ยอมกำจัดเรื่องยาปลอม  ยาไม่ได้มาตรฐาน  ออกไปจากวงการเคมีเกษตรล่ะ  ทั้งๆที่พวกคุณก้อรู้ว่าใครทำบ้าง  ถ้าพวกคุณไม่ยอมให้มีคนทำยาไม่ได้มาตรฐานออกมาขาย  ใครจะมาออกกฏเกณฑ์บังคับคุณแบบตอนนี้บ้าง   

 

ย้อนดูตัวเองหน่อยดิ่  อย่าบอกนะว่าพวกคุณไม่รู้ 

ผู้แสดงความคิดเห็น ผ่านมาอ่าน วันที่ตอบ 2010-09-11 14:08:36 IP : 125.26.212.77


ความคิดเห็นที่ 1 (2107593)
avatar
ร้านค้าไม่เล็กแต่ไม่ใหญ่

ไทยแลนด์ โอนลี่ๆๆๆๆๆๆ

เห็นด้วยกับการบังคับให้มีการบังคับ ควบคุม ดูแล ให้สารเคมีทางการเกษตร ได้มาตรฐาน ปลอดภัย ถูกต้อง

แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการครับ

สารเคมีตัวเดียวกัน ต้องให้แต่ละบริษัท ทดลอง และขอใบรับรองจากต่างประเทศว่าปลอดภัย ผมว่ามันเกินไปครับ เงินค่าทดลองกับขอใบอนุญาติเป็นเงินจำนวนมหาศาล(ได้ยินว่าหลายล้านต่อสารหนึ่งตัว) และต้องใช้เวลามาก(เป็นปี)

ผมอยากให้ควบคุมเข้ม สมมุติว่านำเข้าคลอไพรีฟอส ก็สุ่มเช็คดูว่าเปอร์เซ็นต์ถึงไหม มีสารอื่นปนไหม ตอนขายก็สุ่มตามร้านดูว่าได้มาตรฐานไหม แอบปนหรือลดความเข้มข้นหรือเปล่า สารไหนยังไม่มีการรับรองจากประเทศผู้ผลิต ก็แบนเลยซิครับท่าน ห้ามนำเข้าไปสิ้นเรื่อง

เงินจะเข้ากระเป๋าเจ้าหน้าที่หลายๆคน รวยกันไป(จากการรับรองผล) บริษัทข้ามชาติก็รวยกันไป บริษัทเล็ก-กลาง ตายเป็นเบือ เห็นว่าถ้าบังคับใช้กันจริง บ.หายกันไปเกินครึ่ง บางคนว่าน่าจะหายไป70-80 เปอร์ด้วยซ้ำ

ผู้ได้ประโยชน์ = เจ้าหน้าที่ บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ

ผู้เสียประโยชน์ = บริษัทเล็ก-กลาง เกษตรกร

ร้านค้าอย่างพวกผมลอยตามน้ำถึงจะอยู่รอด

การแข่งขันต่ำลง ต้นทุนสูงขึ้น ผู้รับภาระที่แท้จริงคือ เกษตรกร ครับท่าน

เกษตรกรบ้านเรา เตรียมซื้อ ยา แพงๆกันได้เลย เห็นบ่นๆว่าปุ๋ยยาแพงกัน ปีหน้าแพงขึ้นกว่านี้โคตรๆแน่

ผู้แสดงความคิดเห็น ร้านค้าไม่เล็กแต่ไม่ใหญ่ วันที่ตอบ 2010-09-11 11:07:14 IP : 125.26.90.120



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.