ReadyPlanet.com


คนเกษตร
avatar
เด็กร้อนวิชา


เกษตรไทย
แจ้งลบกระทู้


ทุกวันนี้การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นปัจจัยการผลิตพืชนั้น ไม่ว่าจะเป็นพืชสวน พืชไร่ พืชผัก ล้วนแต่มีการแข่งขันที่ดุเดือดและเข้มข้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นเคมีอนินทรีย์ อย่างปุ๋ย ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเม็ด หรือปุ๋ยน้ำที่ให้ทางใบ ธาตุอาหารเสริมหลากหลายชนิด รวมทั้งฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโต การแตกราก การออกดอก และขยายผลเพิ่มสีต่างๆนาๆ รวมทั้งเคมีเกษตรอื่นๆที่ใช้ในการอารักขาพืชจำพวก ป้องกัน - กำจัด โรคและแมลง กำจัดวัชพืชต่างๆ ซึ่งการแข่งขันนั้นทำให้ต้องมีการแย่งชิงกันขายในท้องตลาด ซึ่งมีอยู่ค่อนข้างตายตัว (แต่ก็มีขนาดเล็กลงทุกวัน เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรได้ถูกนำไปใช้งานอย่างอื่นแทน อย่างที่อยู่อาศัย ถนนหนทาง โรงงานเป็นต้น) แต่บริษัทร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าต้นทุนการผลิตเหล่านี้กลับมีเพิ่มขึ้น (เนื่องจากให้ผลกำไรดี) จึงเกิดการแข่งขันกันขึ้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ วิธีการที่ได้ผลค่อนข้างดีก็คือ การโฆษณาผลิตภัณฑ์สินค้า ไม่ว่าจะเป็นสื่อทางโทรทัศน์ (ซึ่งได้ผลดีที่สุด แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุด ตรงนี้บริษัทใหญ่ๆที่มีเงินทุนหนาย่อมได้เปรียบมากกว่าเป็นธรรมดา) สื่อวิทยุ สื่อหนังสือต่างๆ และที่ใช้กันมากก็คือ หนังสือทางด้านการเกษตรที่เราเห็นกันเกลื่อนบนแผงหนังสือ เมื่อเกิดการแข่งขันกันหนักข้อขึ้น บางบริษัทจึงหาทางการทำตลาดที่ฉีกแนวทางเดิมๆออกไป เป็นการขายตรง (หลายชั้น) และตั้งทีมนักวิชาการออกไปแนะแนวทางในการเพาะปลูกอย่างถึงลูกถึงคน มีการเสนอแนะการใช้ยาเคมีเป็นชุดๆ เหมือนยาชุดในคนเลยทีเดียว ซึ่งในแนวทางทั้งสองนั้น บ้างก็ประสบความสำเร็จ บ้างก็ล้มเหลว ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่นเงินทุน วิธีการ และที่สำคัญก็คือ คุณภาพ-ประสิทธิภาพของตัวสินค้าเอง

การแข่งขันการทำโฆษณานั้น ส่วนมากที่เห็นๆนั้นมักจะโฆษณาอวดอ้างเกินความเป็นจริง (ที่ไม่มีทางเป็นไปได้) และอ้างอิงถึงเทคนิคใหม่ที่ก้าวหน้าทันสมัย อย่างเช่นนาโนเทค ซึ่งดูจากบทความโฆษณาแล้ว แม้แต่ความเข้าใจพื้นฐานก็ยังไม่มีเอาเสียเลย (อย่างเช่นเป็นผลิตภัณฑ์นาโน) หรือบางแห่งก็คัดลอกเอาเนื้อหาจากผลิตภัณฑ์บริษัทอื่นๆมาใช้ก็มีถมไป และแนวทางหนึ่งที่นำมาใช้ทำโฆษณากันก็คือ การเปรียบเทียบผลผลิตระหว่างพืชที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ กับที่ที่ไม่ได้ใช้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเอาเสียเลย เช่นเอารูปผลผลิตที่มีขนาดใหญ่เอามากๆมาเปรียบเทียบกับรูปที่มีขนาดเล็กกว่ากันอย่างหน้ามือกับหลังมือ บางแห่งก็ใช้ภาพถ่ายโคลสอัป (ถ่ายใกล้ๆ) มาเปรียเทียบกับภาพที่ถ่ายระยะไกล ทำให้เห็นขนาดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งการเปรียเทียบเช่นนี้ไม่มีความชัดเจนทางหลักวิชาการเลยแม้แต่กระผีกหนึ่ง ซึ่งการเปรียเทียบนั้นต้องกระทำในฤดูกาลเพาะปลูกเดียวกัน สายพันธุ์เดียวกัน และในพื้นที่เดียวกัน แยกแยะเป็น 2 ส่วน หลายๆซ้ำ ผลที่ออกมาจึงสรุปได้ชัดเจนว่า มีความแตกต่างกันแค่ไหน มากน้อยเท่าไร และที่สำคัญก็คือ เมื่อผลผลิตดีกว่า มากกว่าแล้ว ก็หาใช่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีเหมาะสมที่สุดหรือไม่ สิ่งที่มีส่วนสำคัญต่อการผลิตก็คือ ต้นทุน ที่ใช้นั่นเอง ถ้าต้นทุนสูง ผลิตสูงกว่า ก็หาได้เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างแท้จริงไม่

หากจะสรุปให้เข้าใจอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ ผลิตภัณฑ์ที่ดีนั้น สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากในระดับหนึ่งแล้ว ต้องสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ด้วย พร้อมกับคุณภาพที่ดีด้วย แต่เป็นที่น่าเศร้าใจก็คือ เกษตรกรไทยเราขาดความรู้ที่ลึกซึ้ง ขาดการวิเคราะห์ที่เป็นลำดับขั้นตอน จึงตกเป็นเบี้ยล่างอยู่ตลอดเรื่อยมา ไม่มีโอกาสเงิยหน้าสู้ฟ้าได้เลย ทั้งนี้ทั้งนั้นกล่าวได้ว่าเกษตรกรไม่ได้รับการเหลียวแลจากทางภาครัฐอย่างแท้จริง ชีวิตความเป็นอยู่จึงมีแต่ทรุดกับโทรมอยู่ร่ำไป

กระทู้ ของ คนรักมัน ที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ ลูกศิษย์แค่ต้องการปรึกษาเพียงต้องการขอคำแนะนำดีๆในทุกแง่มุมจากอาจารย์ครับ เพื่อนำไปต่อยอดในทางปฏิบัติในทางปฏิบัติ เพราะหลังฤดูทำข้าวทางบิษัทต้องจัดหาพันธุ์มันราวๆ 1 แสนลำต้น เพื่อลงปลูกเป็นโครงการนำร่อง ตัวกระผมเองก็ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญมากเท่าอาจารย์ แต่เพราะความคิดต่างที่เกิดขึ้นในใจ อยากพัฒนาต่อยอดจากพื้นฐานที่คนรุ่นก่อนๆวิจัยทำไว้ให้ เพราะสังคมเกษตรทุกวันนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยเห็นพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์บัดนี้ก้ได้เปลี่ยนไปเป็นอันมาก โรคพืชที่ไม่เคยระบาดในอดีต ปัจจุบันก็เพิ่มมากขึ้น และหาทางแก้ไขให้หมดไปก็สุดแสนจะลำบาก ถ้าต้องมารอแค่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ก็ยากจะเกิดผลให้เร็วไว ดังนั้นแล้วทุกฝ่าย ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องควรร่วมด้วยช่วยกันบนพื้นฐานไม่เอารัดเอาเปรียบพี่น้องเกษตรกร ใครมีแนวทางที่น่าเป้นไปได้ก็ควรไตร่ตรองให้คำแนะนำ การทำเกษตรล้วนแล้วแต่ไม่มีอะไรตายตัว ถูกต้องที่สุด ต้องมีการพัฒนาต่อไปเรื่อยๆให้เกิดสิ่งที่ดีกว่า ฉะนั้นแล้วกระผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความอนุเคราะห์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่เกษตรกรจำนวนกว่า 60 ครัวเรือนที่รอทางบริษัทอยู่  ( จัดทำโครงการในนามบริษัท ไม่ใช่ขายตรง ไม่ใช่sellขายสินค้าครับ)

 

 



 
ผู้ตั้งกระทู้ คนทำมัน :: วันที่ลงประกาศ 2011-07-29 00:54:30

 

[1]
ความเห็นที่ 1 (1560915)
แจ้งลบความคิดเห็น

เรียนคนทำมัน

ขอขอบคุณที่ได้เข้ากระทู้มาอีกครั้ง ผมเองนั้นไม่เคยมีอคติกับผู้ประกอบการรายใดเป็นการส่วนตัวเลย เพียงแต่ต้องการป้องกันการหลงทางของเกษตรกรที่ยากจน ที่ความรู้น้อย รู้ไม่ถึงขั้นที่จะป้องกันตัวเองได้เท่านั้น และผมก็ทำมาตลอด บางครั้งเพียงเห็นเจตนาของบางกระทู้ในเบื้องต้นก็คาดเดาได้ไม่ยากเลยว่าทิศทางของกระทู้จะเป็นไปในทางใด แต่ก็ยังตอบให้เพราะเพียงคิดว่าเป็นวิทยาทาน บางกระทู้ตอบช้ามิได้เพราะเวลาไม่มี จะเห็นได้ว่าบางวันตีหนึ่งตีสองก็ยังต้องมานั่งตอบให้ถ้ามันเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ดูแล้ว มันไม่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลัง หรือดิน ที่เป็นองค์ประกอบหลักในการปลูกพืชก็ต้องขอเวลาคิดว่าเหมาะสมที่จะตอบหรือไม่ เพราะตอบไปคนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้ประโยชน์ ส่วนคนที่ได้คือคนที่ตั้งกระทู้เข้ามา ไม่ว่าจะนำไปเป็นเครื่องยืนยันทางการค้าว่าแม้แต่อาจารย์สรรเสริญที่ทำมันสำปะหลังอย่างเดียวยังเห็นด้วย แล้วจะยังสงสัยอะไรอีก... ทราบไหมครับบางกระทู้ยังไม่ได้อ่าน แต่มีคนโทรมาบอกแล้วว่ามาจากใคร เพื่อจุดประสงค์อันใด.. ผมจึงขอความกรุณาทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นโครงการเพื่อเกษตรกร หรือเพื่อใครก็แล้วแต่ ช่วยทำสิ่งที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ อย่าเอาเพียงหวังว่า คาดว่า ในขณะที่ผลวิจัยมันทำไม่ได้ มาเป็นจุดขาย ผมขอยืนยันในที่นี้เลยว่า ผมเองเป็นที่ปรึกษาหลายๆองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะตำแหน่งที่ปรึกษารองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ด้านพืชพลังงาน ถ้ามีกระทู้ใดตั้งมาโดยเหตุผลทางการค้า โดยเฉพาะสินค้าใดที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าถูกต้องตามกฏหมาย หรือ พรบ.ปุ๋ย 2550 ที่พยายามที่จะใช้พื้นที่ที่ผมสละให้เพื่อความรู้ของเกษตรกร ด้วยเงินส่วนตัวผมเอง เจ้าหน้าที่จะลบออกทุกตัว และถ้าเกินความจริงจนอาจจะเกิดผลเสียหายต่อส่วนรวม จะถูกส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามต่อไป

คุณพูดถูกผมเห็นด้วยเรื่องการโฆษณาว่าใช้ทุนสูง แต่การโฆษณาฟรีๆโดยใช้พื้นที่ๆคนอื่นเขาเสียเงินเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมมันจะไม่เป็นการระเมิดสิทธิของคนอื่นหรือครับ ผมเองจะตอบทุกกระทู้ที่เป็นประโยชน์ที่ผมสามารถทำได้ในสาขาวิชาที่เรียนมา อาจตอบไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้เรียนโดยตรง แต่ก็ยังมีนักวิชาการหลายๆท่าน จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและมีความรู้เฉพาะสาขาวิชานั้นๆมาช่วยสนับสนุนข้อมูล เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม... ผมว่า โครงการดีๆอย่างที่คุณบอก และมีบริษัทที่เป็นแบ๊คอัพให้อยู่แล้ว น่าจะใช้พื้นที่ของบริษัทในการประชาสัมพันธ์มากกว่า ส่วนที่ต้องถามเพื่อการเรียนรู้ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง และไม่เกินความเป็นจริงผมจะตอบ ถ้าคิดว่าผมตอบได้ โดยผมจะตอบบนพื้นฐานความเป็นจริงให้ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ วันที่ตอบ 2011-07-29 08:44:39

 
ความเห็นที่ 2 (1560931)
แจ้งลบความคิดเห็น

ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับอาจารย์

   ที่กรุณาตอบและไม่ลบกระทู้ คนทำมัน อีกกระทู้หนึ่งครับ ผมได้เรียนอาจารย์ไปตั่งแต่ตอนต้นแล้วว่าผมต้องการเพียงแค่มาปรึกษาเรื่องที่สมควรรู้ เพื่อต่อยอด ไม่ได้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอย่างแน่นอนเพราะโครงการกำลังจัดทำนั้น ไม่จำเป็นต้องประกาศโฆษณาออกไปในวงกว้าง เพราะแน่นอนว่าการทำสิ่งใหม่ๆที่คนอื่นได้ทำมาก่อนหน้านี้แล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ จะเป็นที่ครหา เพราะการทดลอง วิจัย ที่ได้ผ่านมาในอดีตจะกลายเป็นพื้นฐานของความเป็นจริง เมื่อมีบุคคลที่ยังฝืนทำในสิ่งที่โดยหลักการที่ตกผลึกแล้วมันเป็นไปไม่ได้ ย่อมมีความไม่เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ ในแนวคิดที่คิดนอกกรอบ หรือบางคนอาจจะมองว่า ผมกำลัง "คิดนอกคอก ทำนอกตำรา" นั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง ผมได้ถูกสอนจากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งไว้ว่า  ‎"The only sure way to avoid making mistakes is to have no new ideas" ถ้าไม่อยากจะทำอะไรผิดพลาดก็ไม่​ต้องคิดอะไรใหม่ แต่ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานที่ไม่เอาเปรียบ ไม่ทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหายด้วย

  ผมอยากเรียนถามอาจารย์แค่ 3 ข้อดังต่อไปนี้

แค่เพียงหวังว่าอาจารย์ที่เคารพ จะกรุณาตอบลูกษิตคนนี้ครับ

*ในการปลูกมันแค่อายุ 6 เดือนแล้วเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้น ตามหลักการณ์บนพื้นฐานความเป็นจริงจากที่ผ่านมานั้น ไม่มีใครให้การรับรองตามทฤษฎีไว้ว่าเทคนิกที่จะทำให้มันอายุแค่นี้มีคุณภาพตามที่โรงงานแปรรูปมีต้องการนั้นต้องทำยังไง แต่ตามแนวความคิดใหม่ที่ทางผมได้ทำวิจัยเสาะแสวงหามานั้นมีแนวทางดังนี้ ( ต้องเรียนว่าหลักการณ์ดังต่อไปนี้ถ้าเกิดขึ้นจริง จะพอเป็นได้หรือไม่)

  1. จากการวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชมากที่สุด คือ แสง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการสังเคราะห์ปรุงอาหารของพืชถึง 97 เปอร์เซ็น(ซึ่งบางคนอาจคิดว่าเป็นตัวแปรพื้นฐานที่ควบคุมไม่ได้) แต่ถ้าสามารถกระตุ้นให้พืชทำงานมากกว่าปกติ ทำให้มันสำปะหลังสังเคราะห์แสงได้มากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว จะสามารถย่นระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หรือไม่

 2. ถ้าสามารถมีสารกระตุ้นให้พืชสร้างภูมิคุมกันตั่งแต่เริ่มต้นการเพาะปลูก และกำจัดตัวอ่อนของศรัตรูพืชที่ท่อนพันธ์ไปด้วย จะลดอัตราการเสี่ยงการเกิดโรคในมันสำปะหลังได้มากน้อยเท่าไหร่

3. ถ้าสามารถกระตุ้นให้พืชขยายโครงสร้างมากกว่าปกติ โดยขยายที่รากก่อนเพื่อเพิ่มพื้นที่ โอกาสในการนำธาตุอาหารในดินเอาไปใช้(แก้ปัญหาพืชไม่กินปุ๋ยนั้นเอง) เพิ่มอัตราการรอดต่อไร่ให้ได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็น แล้วสามารถกระตุนให้พืชขยายโครงสร้างในส่วนอื่นๆมากกว่าปกติ สร้างภูมิคุ้มกัน สมบูรณ์ทนทานกว่าปรกติตามวิถีเดิม จะสามารถเพิ่มผลผลิตและย่นระยะการเก็บเกี่ยวได้หรือไม่

4. จากการที้กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป้นการชักนำให้พืชทำงานมากกว่าปกตินั้นแสดงว่าพืชจะนำธาตุอาหารมาใช้มากกว่าปกติ แต่การเพิ่มเนื้อที่ขอรากเพื่อเพิ่มโอกาสในการกินปุ๋ยก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ผมจึงมีแนวคิดว่าต้องทำให้พื้นดินมีธาตุอาหารสมบูรณ์มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยนำหลักการณ์ใช้จุลินทรีย์ที่สามารถอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อหรือวิกฤติจัด เช่น กรดจัด ขาดอ๊อกซิเจน เป็นต้น และที่สำคัญต้องสามารถปลดหล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช คือมีประโยชน์ต่อพืชนั้นเอง สามารถตรึงไนโตรเจนได้ นำแก๊สไข่เน่าไปใช้เป็นพลังงานของเซลล์ เปลี่ยนไนไตร ไนเตรด ให้ไปอยู่ในรูปแบบที่ไม่มีผลกระทบ และนำจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเพิ่มธาตุอาหาร ย่อยสลายซากอินทรีย์ในดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ ส่งเสริมไม่ให้ทำลายหน้าดิน ไม่เผาหน้าดิน

 
ลำดับ
ธาตุอาหาร
ค่าธาตุอาหารที่มี ( % )
ความต้องการธาตุอาหารของพืช ( % )
1
N = ไนโตเจน                     ( หลัก )
5.59
0.02 – 0.05
2
P = ฟอสฟอรัส                 ( หลัก )
10.75
0.02 – 0.04
3
K = โปรตัสเซีม                 ( หลัก )
4.99
0.02 0.04
4
Ca = แคลเซียม                 ( รอง )
10.25
0.1 -5.0
5
Mg =แม็กนีเซียม              ( รอง )
2.56
0.02 – 2.5
6
S =  กำมะถัน                     ( รอง )
4.52
0.02 – 0.5
7
Fe = เหล็ก                         ( เสริม )
2.56
0.05 – 0.5
8
Mn = แมงกานีส                ( เสริม )
0.10
0.02 – 1.0
9
Zn = สังกะสี                      ( เสริม )
0.057
0.001 – 0.025
10
B = โบรอน                       ( เสริม )
0.059
0.0005 – 0.015
11
Cu = ทองแดง                   ( เสริม )
0.025
0.0005 – 0.015
12
Mo = โมลิบดินัม               ( เสริม )
0.0012
0.00002 – 0.0005
13
Cl = คลอรีน                       ( เสริม )
2.55
0.001 – 0.1
14
C/N =คาร์บอนเนเจอร์ ( ทางอากาศ )
1.1
-
blockquote{ border:1px solid #d3d3d3; padding: 5px; }
[1]

ความคิดเห็นที่ 4 (3373463)
avatar
ป.เคมีภัณฑ์ขายส่งแม่ปุ๋ยทางใบ 25 ก.ก.

 

 

หาคำว่า  แม่ปุ๋ยทางใบ จากเว็ปไซต์ค้นหาชั้นนำของโลก www.google.com  ( สำหรับเกษตรต้องการเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ๆ....ประหยัดจริง ได้ผลผลิตดีขึ้นและมากขึ้น ใช้ได้กับพืชทุกชนิดในประเทศไทย ฝากผลงานสินค้าคุณภาพไว้ด้วยจ๊ะ  เราจัดส่งทั่วประเทศไทยทุกพื้นที่....ที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึงและไปรษณีย์ส่งได้       By  ป.เคมีภัณฑ์ ณ.สิงห์บุรี

>>>ใช้ได้กับพืชทุกชนิดในประเทศไทย<<<

 ส่งทั่วประเทศไทยได้แล้ววันนี้....ติดต่อด่วน!!!

 โปรโมชั่นเดือนตุลาคม 2555 นี้เป็นต้นไปอาจมีการเปลี่ยนแปลงใดๆดูหน้าเว็ป

ซื้อ 5 ถุง รับเพิ่มอีก 1 ถุง ฟรีค่าจัดส่ง 292 บาท EMS

ซื้อ 10 ถุง รับเพิ่มอีก 3 ถุง ฟรีค่าจัดส่ง 547บาท EMS

ซื้อ 15 ถุง รับเพิ่มอีก 3 ถุง+A-100 มูลค่า 200บาท ฟรีค่าจัดส่ง 637บาท EMS

***สาเหตุที่รับเพิ่มอีก เป็นค่าโอนเงิน และค่าโทรศัพท์ ค่าเสียเวลาของลูกค้าที่มีพระคุณอย่างสูงค่ะ ***

พืชที่ใช้แล้วได้ผลดี ลูกค้าการันตี ว่าประหยัดขึ้นมากๆกาแฟ,ถั่วเขียว,มันสำปะหลัง,อ้อย,มะละกอ,พริก,มะเขือเทศ,ถั่วฝักยาว,ผักสลัด,ผักกางมุ้ง,ผักไฮโดโปนิกส์,ผักสวนครัวทุกชนิด,สนามหญ้าทุกประเภท,สวนหย่อมทุกชนิด

-แตกกอ46-0-0(1กิโลกรัมฉีดได้ 5ไร่ แรงเทียบเท่าปุ๋ยยูเรียกระสอบละ 50 กิโลกรัม) ฉีดในนาช่วง14-50วัน ทดแทนปุ๋ยเคมีประเภทหว่าน สูตร 46-0-0 ได้ 40-70%

-หนักแน่ 0-52-34ฉีดนาข้าวช่วง50-70วัน(1กิโลกรัมฉีดได5ไร่) ทดแทน 16-20-0/16-8-8ได้ 40-70%

-เต็มเกวียน 0-0-61ฉีดนาข้าวช่วง70-90วัน(1กิโลกรัมฉีดได้5ไร่)  ทดแทน 15-15-15/15-5-20ได้ 40-70%

www.0879181778.blogspot.com

สารเสริมประสิทธิภาพปุ๋ยไนโตรเจน แทนยูเรีย

-         มีธาตุไนโตรเจนสูงสามารถทดแทนยูเรียได้ 100%

-         เพิ่มความเขียวได้เร็ว สร้างคลอโรฟิลด์ในพืชได้มากกว่า

-         ใช้ร่วมกับสารกำจัดศัตรูพืชและสารกำจัดพืชได้

-         ประหยัดปุ๋ยที่ใช้ทางดินร่วมลงได้กว่า 70%

-         ช่วยพักหน้าดินที่มีการเสื่อมสภาพ รากไม่ทำงานหนัก

 

ประโยชน์และวิธีใช้

-         เสริมสร้างคุณค่าของไนโตรเจนทางดิน โดยจะเสริมสร้างให้พืชได้ดูดซึมทางใบอย่างรวดเร็วขึ้น

-         ไม่เป็นอันตรายแก่ต้นพืช โดยการใช้ปริมาณที่เหมาะสม

-         สะดวกต่อการใช้งาน โดยไม่ต้องหว่านปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนสูงตามอีก

-         ใช้ร่วมกับสารกำจัดโรคพืชและสารกำจัดศัตรูพืชได้ไม่จำกัด

-         ใช้ในช่วงที่พืชต้องการไนโตรเจนสูง เช่น ข้าวช่วง 1-2 เดือน หรือไม้ผลชนิดอื่นๆ ได้

-         ลดต้นทุนในการใช้ต่อพื้นที่ได้มากกว่าปุ๋ยทางดิน

-         ช่วยกระตุ้นการแตกรากเพื่อนำไปสร้างใบอ่อนที่กำลังสังเคราะห์แสงได้ดีมากยิ่งขึ้น

-         ลดการสภาวการณ์ทำงานของรากที่สูญเสียไปกับการหาอาหารของดินให้น้อยลง ต้นจึงไม่ทรุดโทรมเร็ว   ใช้ได้กับพืชทุกชนิด

ปริมาณการใช้

                25-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ 1 กิโล ต่อน้ำ 200 ลิตร สามารถฉีดพ่นในนาข้าวได้ 5 ไร่

ข้อควรระวัง  อย่าใช้ปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ใบไหม้ได้

ผลิตภัณฑ์จากเบลเยี่ยมเพิ่มความเขียวให้นาข้าว ประหยัดมากกว่า 95 % จากการใช้ปุ๋ยหว่านแต่ผลผลิตได้ เท่ากันกับการใส่ปุ๋ยทางดิน ข้าวเขียวเร็วกว่าการหว่านปุ๋ยทางดินเพราะการฉีดพ่นทางใบข้าวสามารถนำไปใช้ งานได้ทันที สามารถฉีดพ่นพร้อมกับยาและฮอร์โมนต่างๆได้ ลดการทำร้ายดิน ทำให้ดินได้พักตัวจากการใช้ปุ๋ยหว่าน ลดปัญหาดินแน่น ดินแข็ง ได้มากกว่า 50%

 

 

หาคำว่า ราคาแม่ปุ๋ยเคมีวันนี้  18-46-0 / 0-0-60 / 46-0-0

สินค้าแนะนำ : ลั่นทุ่ง บวก เขียวทน คู่หูประหยัดปุ๋ยเคมี

สรรพคุณ : ใบตั้ง เขียทนเขียวนาน ต้นแข็ง ควรผสมร่วมกับแม่ปุ๋ยทางใบทุกครั้ง

<<< รับสมัครตัวแทนจำหน่าย หรือ จุดกระจายสินค้า ทั่วประเทศไทย >>> 

กดดูข้อมูลและติดต่อสั่งซื้อ

** กรุณาฝากเรื่องไว้หน้าเว็ปหลักของทางร้านเท่านั้น**

ผู้แสดงความคิดเห็น ป.เคมีภัณฑ์ขายส่งแม่ปุ๋ยทางใบ 25 ก.ก. (prajob_200000-at-yahoo-dot-co-dot-th) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-09-29 16:59:33 IP : 125.26.117.138


ความคิดเห็นที่ 3 (2201424)
avatar
เด็กร้อนวิชา

ใครจะเชิ่อหรือไม่เชิ้อก็ตามใจนะครับว่าการใส่กรดซิลิคอนแล้วโรคกับแมลงแทบจะไม่รบกวนเลย

สำหรับคนทำมันผมไม่รู้ว่าคุณขายอะไรพิเศษขนาดไหนแต่คุณสมบ้ติที่คุณโม้ไว้5ข้อซ๊โอไลท์ทำได้จริง

ผมเห็นครั้งแรกผมนึกว่าคุณขายซีโอไลท์ด้วยซ้ำไปที่แรกผมก็ยังส่งสัยเลยว่าทำไม่ไม่ชูโรงด้วยเปลี่ยนเป็นปุ๋ยละลายช้า

และไล่โซเดียม

 

ผู้แสดงความคิดเห็น เด็กร้อนวิชา วันที่ตอบ 2011-08-01 12:51:42 IP : 58.11.13.43


ความคิดเห็นที่ 2 (2201033)
avatar
คนทำมัน

 ****วันนี้ผมตื่นมาแต่เช้ามีน้องคนหนึ่ง(ไม่ขอเอ๋ยนามนะครับ เพราะผมก็มาในนามแฝงเหมือนกัน) โทรมาหาผมบอกว่า พี่ครับเมื่อวานตอนค่ำๆหน่อยผมได้เข้าไปอ่านกระทู้ในเว็บซึ่งมีหัวข้อหนึ่งตั่งชื่อว่า 

วิธีทำนาแบบประหยัดที่สุด ฉีดยาฆ่าหญ้า1ครั้งหว่านปุ๋ย2ครั้ง และอาจจะต้องฉีดอาหารเสริม

ซึ่งในเนื้อความได้นำเอาบทความที่ผมได้นำมาพูดคุยในบอร์ดแห่งนี้ไปเป็นบทความของตัวเองในการแสวงหารประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งหลักการที่ผมได้นำเสนอไปเป็นเพียงเศษเสี้ยวของข้อมูลงานพัฒนาวิจัยทั้งหมดเพียงเท่านั้น (คงไม่มีงานวิจัยของผู้กำลังอยู่ในขั้นตอนทดลอง หาข้อสรุปขององค์กรใหนเผยแพร่ข้อมูลออกมาทั้งหมด และข้อมูลโนฮาวต่างๆนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง) ซึ่งท่านที่ได้มีเจตนาเช่นนั้นคงได้เข้ามาหาข้อมูล อ่านกระทู้ของเว็บแห่งนี้บ่อย ซึ่งตัวผมเองเห็นสมควรว่า ปัญญาชนไม่ควรแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยยืนอยู่พื้นฐานที่ไม่ถูกต้อง เกษตรการชาวไทยทุกครัวเรือนดำรงอยู่ได้เพราะความเกื้อกูล ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงครอบครัวเป็นอาชีพหลัก ในบางขณะความล้มเหลวจากการทำเกษตรล้มเหลว ด้วยเหตุผลนับนาประการ ที่อาจคาดไม่ถึงก็ได้บังเกิดขึ้น ทำความเสียหายในวงกว้าง ซึ่งทำให้เกษตรกรอันเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แทบหมดกำลังใจเพราะทำเกษตรแล้วไม่คุ้มทุน แรงกาย แรงใจ ที่ทำไป แถมยังเคราะห์ซ้ำต้องมาเจอนรชนที่ใช้สมองอันชาญฉลาดในลู่ทางที่ไม่ชอบ มาแสวงหาผลกำไรบนความเอารัดเอาเปรียบ ผมขอร้องเหล่าเซียนเหล่านี้ทุกท่านละครับ อย่าซ้ำเติมกันเลย แค่ที่ผ่านมาเกษตรกรไทยก็บอกช้ำกันมามากพอแล้วครับ

อีกอย่างกระทู้นี้ที่ท่านที่นำมาตั่ง ผมไม่รู้ว่าด้วยเจตนาอันใดถึงได้นำข้อมูลนี้มาเผยแพร่ ซึ่งผมได้เพียงแค่แลกเปลี่ยนพูดคุยกับอาจารย์เพียงเท่านั้น ซึ่งบทความท่านนำมาเพียงบางส่วน และ ท่านได้ปรับเปลี่ยนข้อมูลมาใช้ในเชิงการขาย จากสิ่งที่ท่านปรับแต่งต่อไปนี้

 

จาก5ข้อเนี่ยทำได้จริงครับอาจารย์

ผมส่งสัยทำมันว่าทำไมไม่บอกว่าทำไมบอกอาจารย์ด้วยว่าสามารถดึงโซ่เดียมมาใช้ได้อีก50%และก็สามารถดึงฟอตเฟตกับโปรแตสเซี่ยมมาใช้ได้ด้วยและถ้าผสมกับปุ๋ยเป็นปุ่ยละลายช้าด้วยครับ

ผมรู้นะว่าคุณกำลังพูดถึงอะไรอยู่(ผมพยามบอกเรื่องนีให้แกฟังแล้วครับแต่ด้วยเหตุอันใดไม่ทราบแกไม่เชื่อครับ คุณขายกระสอบละ20โลราคาเท่าไหร่ครับ

กรุณาใช้ปัญญาในการรับข้อมูล ขอบคุณทุกฝ่ายครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น คนทำมัน วันที่ตอบ 2011-07-31 10:22:11 IP : 180.183.68.238


ความคิดเห็นที่ 1 (2200801)
avatar
เด็กร้อนวิชา

1. จากการวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชมากที่สุด คือ แสง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการสังเคราะห์ปรุงอาหารของพืชถึง 97 เปอร์เซ็น(ซึ่งบางคนอาจคิดว่าเป็นตัวแปรพื้นฐานที่ควบคุมไม่ได้) แต่ถ้าสามารถกระตุ้นให้พืชทำงานมากกว่าปกติ ทำให้มันสำปะหลังสังเคราะห์แสงได้มากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว จะสามารถย่นระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หรือไม่

 2. ถ้าสามารถมีสารกระตุ้นให้พืชสร้างภูมิคุมกันตั่งแต่เริ่มต้นการเพาะปลูก และกำจัดตัวอ่อนของศรัตรูพืชที่ท่อนพันธ์ไปด้วย จะลดอัตราการเสี่ยงการเกิดโรคในมันสำปะหลังได้มากน้อยเท่าไหร่

3. ถ้าสามารถกระตุ้นให้พืชขยายโครงสร้างมากกว่าปกติ โดยขยายที่รากก่อนเพื่อเพิ่มพื้นที่ โอกาสในการนำธาตุอาหารในดินเอาไปใช้(แก้ปัญหาพืชไม่กินปุ๋ยนั้นเอง) เพิ่มอัตราการรอดต่อไร่ให้ได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็น แล้วสามารถกระตุนให้พืชขยายโครงสร้างในส่วนอื่นๆมากกว่าปกติ สร้างภูมิคุ้มกัน สมบูรณ์ทนทานกว่าปรกติตามวิถีเดิม จะสามารถเพิ่มผลผลิตและย่นระยะการเก็บเกี่ยวได้หรือไม่

4. จากการที้กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป้นการชักนำให้พืชทำงานมากกว่าปกตินั้นแสดงว่าพืชจะนำธาตุอาหารมาใช้มากกว่าปกติ แต่การเพิ่มเนื้อที่ขอรากเพื่อเพิ่มโอกาสในการกินปุ๋ยก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ผมจึงมีแนวคิดว่าต้องทำให้พื้นดินมีธาตุอาหารสมบูรณ์มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยนำหลักการณ์ใช้จุลินทรีย์ที่สามารถอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อหรือวิกฤติจัด เช่น กรดจัด ขาดอ๊อกซิเจน เป็นต้น และที่สำคัญต้องสามารถปลดหล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช คือมีประโยชน์ต่อพืชนั้นเอง สามารถตรึงไนโตรเจนได้ นำแก๊สไข่เน่าไปใช้เป็นพลังงานของเซลล์ เปลี่ยนไนไตร ไนเตรด ให้ไปอยู่ในรูปแบบที่ไม่มีผลกระทบ และนำจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเพิ่มธาตุอาหาร ย่อยสลายซากอินทรีย์ในดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ ส่งเสริมไม่ให้ทำลายหน้าดิน ไม่เผาหน้าดิน

5.ถ้าสามารถพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ และไม่เป็นอันตรายต่อดิน สร้างความสมบูรณ์ ทำให้ดินกลับมาร่วนซุยได้ จะย่นระยะการเก็บเกี่ยวได้ไหม

 

จาก5ข้อเนี่ยทำได้จริงครับอาจารย์

ผมส่งสัยทำมันว่าทำไมไม่บอกว่าทำไมบอกอาจารย์ด้วยว่าสามารถดึงโซ่เดียมมาใช้ได้อีก50%และก็สามารถดึงฟอตเฟตกับโปรแตสเซี่ยมมาใช้ได้ด้วยและถ้าผสมกับปุ๋ยเป็นปุ่ยละลายช้าด้วยครับ

ผมรู้นะว่าคุณกำลังพูดถึงอะไรอยู่(ผมพยามบอกเรื่องนีให้แกฟังแล้วครับแต่ด้วยเหตุอันใดไม่ทราบแกไม่เชื่อครับ คุณขายกระสอบละ20โลราคาเท่าไหร่ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น เด็กร้อนวิชา วันที่ตอบ 2011-07-30 11:20:43 IP : 115.87.130.35



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.