ReadyPlanet.com


ปุ๋ยอินทรีย์ไม้ผล นวัตกรรมใหม่
avatar
บัณฑิต


ปุ๋ยอินทรีย์ไม้ผล นวัตกรรมใหม่

 

ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้มาตราฐานกรมวิชาการเกษตร  ต้องมีอินทรีย์วัตถุมากกว่า20% อินทรีย์วัตถุมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยอาศัยคุณสมบัติทางฟิสิคซ์, เคมี, และชีวะวิทยาของอินทรีย์วัตถุของดินนั้น มี 3 หน้าที่ดังนี้

1.หน้าที่ทางด้านอาหารพืช เป็นแหล่ง ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม และธาตุอื่นๆครบทั้ง 13 ธาตุที่พืชต้องการจากทางดินสำหรับการเจริญเติบโตของพืช

2.หน้าที่ทางด้านชีวะวิทยา มีผลอย่างมากต่อการทำงานและดำรงค์ชีพของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์กับพืช

3 หน้าที่ทางด้านฟิสิคซ์ และเคมี-ฟิสิคซ์. คือการช่วยเสริมโครงสร้างดินให้ดีขึ้นจึงเป็นการปรับปรุงการไถพรวนให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เพิ่มอากาศและกักเก็บความชื้นและเพิ่มประจุความสามารถของดินในการแลกเปลี่ยนเกลือ แร่ธาตุ และการปรับสมดุลกรด-ด่าง

ปุ๋ยอินทรีย์ทุกยี่ห้อจะมีขั้นตอนการผลิตอยู่หลักๆ 3 ขั้นตอนคือ 1.หมักวัตถุดิบระยะเวลาหนึ่งให้ย่อยสลาย 2.นำมาปั้นเม็ด 3.พ่นด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์   แต่ปุ๋ยอินทรีย์ยี่ห้อ เกวียนทอง ได้ทำเพิ่มอีกขั้นตอนซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่คือการเคลือบทุกเม็ดปุ๋ยอัตโตมัตด้วยกลุ่มจุลินทรีย์ผลิตปุ๋ย ซึ่งจะทำให้ปุ๋ยอินทรีย์ยี่ห้อ    เกวียนทอง  มีประสิทธิ์ภาพเหนือกว่าปุ๋ยอินทรีย์ทั่วๆไป เพราะกลุ่มจุลินทรีย์ผลิตปุ๋ยจะทำงานรวดเร็วทำให้พืชตอบสนองเร็วและต่อเนื่องยาวนาน 

ปุ๋ยอินทรีย์ยี่ห้อเกวียนทอง มีทั้งชนิดผงและชนิดเม็ด ราคาย่อมเยาว์ ได้มาตราฐานกรมวิชาการเกษตร  มีอินทรีย์วัตถุมากกว่า20% และได้รับเครื่องหมายมาตราฐาน ISO:9008, Q กรมพัฒนาที่ดิน, มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (IFOAM) (เครื่องหมายมาตราฐานพิมพ์ติดที่กระสอบทุกใบ)

 

กลุ่มจุลินทรีย์ผลิตปุ๋ยที่เคลือบเม็ดปุ๋ยอินทรีย์:

กลุ่มจุลินทรีย์ผลิตปุ๋ยที่เคลือบเม็ดปุ๋ยอินทรีย์  เมื่อใส่พร้อมเม็ดปุ๋ยอินทรีย์ลงในดิน เปรียบเสมือนเป็นการสร้างโรงงานปุ๋ยใต้ดิน เพราะจุลินทรีย์ทุกตัวจะผลิตปุ๋ยใต้ดินตลอดเวลาและต่อเนื่อง ไม่มีวันหยุด พืชสามารถนำปุ๋ยไปใช้ได้อย่างต่อเนื่อง และดินจะอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันรวมทั้งความร่วนซุยดีขึ้น ระบายน้ำและอากาศดีขึ้น รากพืชก็เจริญเติบโตได้ดีขึ้น

 
หน้าที่ของหัวเชื้อจุลินทรีย์ผลิตปุ๋ย 

1.ตรึงไนโตรเจนจากอากาศ (มีอยู่ประมาณ 78%) เปลี่ยนเป็นไนโตรเจนรูปที่เป็นประโยชน์กับพืชด้วยเอ็มไซม์ชื่อไนโตรจิเนสด้วยแบคทีเรียทีมี ชื่อ Azotobacter vinelandii 

2.ละลายฟอสฟอรัสที่ถูกดินยึด  ชื่อ  Bacillus megaterium var.  phoshaticum, Saccharomyces cerevisiae

3.ละลายโปรเตสเซียมให้เป็นประโยชน์ ชื่อ Bacillus subtills, Emericella nidurans, Emericella chevarei

4.ย่อยสลายอินทรียวัตถุ ชื่อ Chaetomium  lucknowense, Actinomyces sp.

5.ป้องกันโรคทางดินด้วยเชื้อTricoderma และป้องกันแมลงในดินด้วยเชื้อ Metarhizium

 คุณสมบัติ

 - ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศและรอบๆรากพืช ให้เป็นประโยชน์กับพืช

-     ช่วยละลายฟอสฟอรัสที่ถูกดินยึดไว้  แร่ที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ และอินทรีย์ฟอสฟอรัส ให้พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์มากได้ยิ่งขึ้น ช่วยการเจริญของรากและระบบรากแข็งแรง ส่งเสริมให้พืชเจริญเติบโตดี

-ช่วยละลายโปแตสเซียมจากอินทรีย์โปแตสเซียมและแร่ที่มีโปแตสเซียมเป็นองค์ประกอบให้เป็นประโยชน์กับพืชมากขึ้น

-จุลินทรีย์กลุ่ม แซคชาโลมัยซิส เมื่อตายลงจะสลายตัวปลดปล่อยธาตุอาหาร แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน และธาตุอาหารเสริมทุกตัว

  - ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน ช่วยปรับให้ดินมีโครงสร้างที่ร่วนซุยระบายน้ำอากาศได้ดียิ่งขึ้น และช่วยทำให้ธาตุในอินทรีย์ละลายออกมาเป็นประโยชน์กับพืช

 -นอกจากนั้นจุลินทรีย์บางตัวที่เป็นแบคทีเรียยังทำหน้าที่เป็น PGPR (Plant Growth Promoting Rhizobacteria) คือ

Azotobacter vinelandii ,Bacillus megaterium และ Bacillus subtills  

ที่สามารถผลิต ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต เช่น ออกซิน ไซโตคินิน จิบเบอเรริน ซึ่งจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชอีกทางหนึ่ง เพราะพืชเองก็จะผลิตฮอร์โมณเร่งการเจริญเติบโตทั้ง 3 ชนิดอยู่แล้ว ดังนั้นพืชจึงได้รับฮอร์โมณเร่งการเจริญเติบโตทั้งสองทางคือจากตัวพืชเองและจาก PGPR  จึงทำให้การเจริญเติบโตเพิ่มมากขึ้น และPGPR จะยังสร้างสารซิโดไลเฟอร์ซึ่งสารนี้จะทำให้ธาตุเหล็กละลายออกมาเป็นประโยชน์กับพืชมากขึ้น โดยปรกติธาตุเหล็กจะละลายออกมาเป็นประโยชน์กับพืชน้อยมาก ถ้าปราศจากสารซิโดไลเฟอร์ 

ดังนั้นสรุป PGPR จึงช่วยส่งเสริมการเจริญของพืช ทำให้พืชแข็งแรง ในขณะที่การลดความรุนแรงการเกิดโรคและแมลงทางดินเกิดจากเชื้อ Tricoderma และ เชื้อ Metarhizium

 

ความมหัศจรรย์ของจุลินทรีย์มีอยู่ 3 ข้อคือ

1. มีความสามารถในการขยายพันธุ์แบบทวีคูณจาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 ไปเรื่อยๆ หากเริ่มจาก 100 ตัว มันก็จะขยายพันธุ์แบบทวีคูณจาก 100 ×100 เป็น 10,000 ตัว และดับเบิ้ล(Double timing)   จาก 10,000 × 10,000 ตัว เป็น 100 ล้านตัว โดยใช้เวลาเพียง  4-6 ชั่วโมงเท่านั้นเอง และขยายเป็น ล้านล้านตัวภายใน 24 ชั่วโมง2. จุลินทรีย์มีอายุสั้นมากเพียง 48-72 ชั่วโมง เมื่อตายลงจึงกลายเป็นแหล่งอาหารให้กับพืชทันที พืชตอบสนองให้เห็นรวดเร็ว รากฝอย 1 ราก สามารถดูดจุลินทรีย์ที่ตายแล้วได้ถึง 5,000 ตัว

3. ตัวจุลินทรีย์มีองค์ประกอบของธาตุอาหารพืชครบถ้วน ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสโพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เกลือแร่ ฯลฯ ดังนั้นเมื่อจุลินทรีย์ตายลง ธาตุอาหารเหล่านี้ทั้งหมดก็จะกลายเป็นอาหารสำหรับพืชได้ทันทีเหมือนอาหารทางด่วน พืชจะตอบสนองได้เร็วมากและชัดเจน 

            โทร : 086-445-1754



ผู้ตั้งกระทู้ บัณฑิต :: วันที่ลงประกาศ 2013-04-26 10:22:07 IP : 118.174.54.172


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.