ReadyPlanet.com


ถึงคนปลูกมัน
avatar
คนที่เกลีดยมึงไง


เหนื่อยพิมพ์มาเลยครับอาจารย์ ขอบคุณทุกข้อมูลที่อาจารย์นำเสนอนะครับ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรมากที่ควรเรียนรู้ ถ้ามีบุคคลลากรอย่างอาจารย์ชัก 100 คน 1000 คน เกษตรไทยคงกล้าวไกลกว่านี้เยอะเลยครับ ทุกวันนี้หาได้ยากมากที่จะมีบุคคลที่เสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อคนอื่นได้มากเท่านี้ ถือเป็นบุญของเกษตรกรชาวไร่มันจริงๆครับ

ในขั้นแรกขอตอบข้อ 14,15,16ก่อนนะครับ

c/n ที่ผมระบุว่า คาร์บอนด์เนเจอร์ เป็นหน่วยการวัดของหน่วยงานวิจัยครับผม

na ในอากาศ ผมระบุถึง ค่าความเข้มข้นของสารจำพวกเกลือที่เป็นองค์ประกอบในอากาศ

om ในอากาศ ผมระบุถึง สสารในอากาศ ที่นอกเหนือจากที่พืชนำมาใช้

จะเห็นได้ว่าช่องขวามือสุดของทั้ง 3 อย่างนี้ ไม่มีค่าที่จำเป็นต่อพืช นั้นแสดงว่าเป็นค่าที่ไม่มีการมานำเสนอกันในทางวิชาการให้รับรู้ เพราะยังอยู่ในขบวนการ การวิจัยสรุปว่า ถ้าค่าเหล่ามีผลต่อเซลล์พืชหรือไม่ เช่น c/n เมื่อค่าสัดส่วนเปลี่ยนไป มีผลกระทบต่อพืชหรือไม่ เป็นต้นครับ

 

ส่วนในเรื่องปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมี ผมมีหลักการคิดอย่างนี้ครับ( อาจมีบางส่วนมานอกตำรานะครับ เพราะถ้าคิดและทำเหมือนอย่างเดิม ก็ไม่มีการพัฒนาให้ดีขึ้น สุดท้ายคนเรา ชีวิตๆหนึ่ง คงแค่เกิดมาเพื่อ เลียนรู้ ไม่ใช่การเรียนรู้ และไม่มีการสร้างสรรค์ใดๆทั้งสิ้น ชีวิตคงโดนกำหนดไว้แค่ที่ บุคคลรุ่นก่อนๆทำไว้)

ส่วนมากแล้วเกษตรกรทั่วไปใช้ปุ๋ย เคมี เมื่อใช้ไปนานๆก็จะทำให้ดินแน่น รากพืชก็ไม่สามารถกินอาหารได้ ผู้ที่มีความรู้ก็คงทราบดีว่าปุ๋ยเคมี 1 กระสอบมันไม่ใช่ธาตุอาหารหลักทั้งหมด มีธาตุอาหารหลักเฉลี่ยแค่ 40-60 % เอง(คิดตามสูตรปุ๋ยแต่ละสูตร) ที่เหลือก็จะเป็นส่วนเติมเต็มหรือฟิวเรอร์ พวกหิน ดิน ทรายต่างๆ เมื่อใช้ไปนานๆเข้าก็จะทำให้ดินแน่น ดินแข็ง ดินเป็นกรด และประสบกับปัญหาโรคต่างๆ ที่ตามมากับปุ๋ยเคมี เพราะเมื่อเราใส่ปุ๋ยเคมีมากเข้าก็จะทำให้ดินที่เป็นกรดจะเอื้อต่อการเจริญ เติบโตของจุลินทรีย์ที่ไม่มีประโยชน์ในดินและทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา เพราะต้นพืชจะดูดเอาสารไนไตรท์ ไนเตรท ที่ตกค้างจากการใส่ปุ๋ยเคมีขึ้นไปสะสมที่บริเวณต่างๆของพืชไม่ว่าจะเป็น ลำต้น ใบ ดอก และนั้นแหละเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคและศัตรูพืชต่างๆเพราะสารไนไตรท์ ไนเตรท ที่ตกค้างจากปุ๋ยเคมี มันคืออาหารอันโอชะของศัตรูพืชต่างๆเลยที่เดียว เพราะมันมีกลิ่นหอม ศัตรูพืชก็เลยชอบกิน
เปรียบเทียบสูตรปุ๋ยชนิดต่างๆเมื่อเทียบกันเป็นเปอร์เซนต์
เคมีทั่วไป ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ
16-20-0 1.0-0.5-0.5 จุลินทรีย์ทั่วไป
16-8-8
46-0-0
เปรียบเทียบธาตุอาหารระหว่างปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไปที่พืชได้กินจริงๆ
ยกตัวอย่างสูตรปุ๋ยเคมี 16-20-0 (%)
.....ถ้าปุ๋ยเคมี 1 กระสอบ 50 kg ก็คิดเป็น 16/2- 20/2- 0/2 = 8-10-0 = 18 kg
ดังนั้นปุ๋ยเคมี 1 กระสอบจึงเหลือธาตุอาหารหลักแค่ 18 กิโลกรัม ที่เหลือ 32 กิโลกรัม เป็นส่วนเติมเต็ม เช่นหินดินทรายต่างๆ
สังเกตไหมว่าดินในพื้นที่การเกษตรที่ใช้ปุ๋ยเคมีทั่วไปเริ่มแน่นและแข็งขึ้นทุกวัน ปุ๋ยเคมีทั่วไปพืชจะได้รับธาตุอาหารหลักจริงๆ
แล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 10-30 เปอร์เซนต์ส่วนที่เหลือจะมีปัจจัยต่างๆที่ทำให้ธาตุอาหารละลายและระเหิดไปกับอากาศ
ดังนั้นจากสูตรปุ๋ยเคมีดังกล่าวพืชจะได้รับธาตุอาหารหลักอยู่ที่ประมาณ
(10/100)*18 = 1.8 กิโลกรัม (คิดที่ 10%) ถึง (30/100)*18 = 5.4 กิโลกรัม
สรุป พืชจะได้รับธาตุอาหารหลักอยู่ที่ประมาณ 1.8-5.4 กิโลกรัมต่อปุ๋ย 50 กิโลกรัม

 

ยกตัวอย่างสูตรปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไป 1-0.5-0.5 (%)
ถ้าปุ๋ยอินทรีย์ 1 กระสอบ 50 kg ก็คิดธาตุอาหารหลักเป็น1/2- 0.5/2- 0.5/2 = 0.5-0.25-0.25 = 1kg
ปุ๋ยอินทรีย์พืชจะได้รับธาตุอาหารหลักที่ได้กินเฉลี่ยอยู่ที่ 90 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจากสูตรปุ๋ยเคมีดังกล่าวพืชจะได้รับธาตุอาหารอยู่ที่ (90/100 )*1= 0.9 กิโลกรัม (คิดที่ 90%) สรุปคือปุ๋ยอินทรีย์กระสอบ1กระสอบ 50 กิโลกรัมพืชจะได้รับธาตุอาหารหลักอยู่ที่ 0.9 กิโลกรัม
และที่สำคัญที่สุดข้อแตกต่างของปุ๋ยเคมีทั่วไปกับปุ๋ยอินทรีย์คือ
- ปุ๋ยเคมีทั่วไปจะมีเฉพาะธาตุอาหารหลักเพียง 3 ชนิด คือ N-P-K (เขียว-ดอก-รสชาติ) ไม่มีธาตุอาหารรอง และจุลธาตุ
- ปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไปจะมีทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุ ตั้ง 16 ชนิด
.....ถ้าเปรียบเทียบอาหารพืชกับอาหาร คนแล้ว ถ้ามีอาหารจานที่1 ประกอบด้วยอาหารหลัก คือ ข้าว ขนมปัง เป็นหลัก กับอาหารอีกจานที่ 2 ประกอบด้วยอาหารหลัก อาหารรอง
และจุลธาตุ คือมีทั้ง ข้าว เนื้อสัตว์ ขนมปัง ผัก ของหวาน วิตามิน เกลือแร่ แล้วอาหารจานไหน
ที่จะให้ธาตุอาหารที่ครบถ้วนและมีประโยชน์กว่ากัน
.....ดังนั้นก็เปรียบเทียบเสมือนปุ๋ยอินทรีย์ที่มีอาหารที่พืชต้องการอย่างครบถ้วน
.....หลายคนอาจจะหันมาแก้ปัญหาโดยการให้อาหารพืชทางใบเพราะรากพืชมันกินอาหารไม่ได้เพราะท่อลำเลียงอาหารของพืชมันเล็ก และดินก็แน่นด้วย
แต่นั่นก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุของเกษตรกร เราต้องแก้ตรงนี้สิ รากพืชมันเล็ก อาหารมันน้อย และจะแก้กันยังไงละ….
 

ผมแก้อย่างนี้ครับ ( จากสมมุติฐานและนำมาทดลองให้เกิดผล )

1.มีธาตุอาหารหลักอาหารรองครบ N=1% P=0.5% K=0.5% ตามพระราชบัญญัติปุ๋ยอินทรีย์ (เขียว ดอก รสชาติ)
2.มีจุลินทรีย์ psb (photo systhetics bacteria)
3. มีสมุนไพรที่สกัดจากธรรมชาติ มากกว่า 21 ชนิด ที่ช่วยขยายโครงสร้างทั้งระบบของพืชช่วยให้กลุ่มฮอร์โมนจำพวก ไซโตไครนิน กิบเบอรเรอริน ที่จะไปช่วยให้พืชแบ่งเซลล์และแตกตาข้าง
4.สามารถคุมหญ้าได้ถึง 70 %
.....จากคุณสมบัติข้อ (1) ถามว่าถ้าอาหารหลักเพียงแค่ N=1% P=0.5% K=0.5% แน่นอนว่าสู้ปุ๋ยเคมีทั่วไปไม่ได้แน่นอนครับ แต่ปุ๋ยอินทรีย์มีจุลินทรีย์ชนิดพิเศษคือ PHB (photo systhetics bacteria) ที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาวะที่วิกฤตจัดได้คือ อุณหภูมิวิกฤตจัด กรดจัด ออกซิเจนน้อย และดินแน่น ก็สามารถอยู่ได้และที่สำคัญจุลินทรีย์ชนิดพเศษชนิดนี้จะกินสารไนไตรท์ ไนเตรท ที่มันตกค้างจากสารเคมี ภายใน 24 ชั่วโมงมันจะขยายพันธ์และตายในที่สุดแล้วกลายเป็นธาตุอาหาร  และเป็นวัฐจักรอย่างนี้ไปเรื่อยๆจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ธาตุอาหารที่พืชต้อง การมีมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและไม่มีวันหมด ถ้าเกษตรกรไม่เอาปุ๋ยเคมีมาใส่ และเผาตอซัง เพราะจะทำให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่อยู่ในดินตาย
.....มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า เมื่อเรามีธาตุอาหารในดินมากแล้วแต่พืชยังมีท่อลำเลียงอาหารที่เล็กอยู่จะ กินธาตุอาหารที่อยู่ในดินที่มีจำนวนมากได้อย่างเต็มที่ได้อย่างไร
มาถึงตรงนี้แล้วผมขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบท่อลำเลียงอาหารกับโมเลกุลของเม็ด ปุ๋ยเพื่อให้ได้เห็นภาพอย่างชัดเจนนะครับ เปรียบเทียบท่อลำเลียงอาหารพืชเสมือนกับหลอดดูดน้ำ
ส่วนโมเลกุลปุ๋ยเทียบกับก้อนน้ำแข็งจะเห็นได้ชัดเจนว่าหลอดดูดน้ำไม่สามารถ ดูดเอาก้อนน้ำแข็งได้ นั้นก็เช่นเดียวกับพืชที่มีท่อลำเลียงอาหารที่เล็กที่ไม่สามารถกินเม็ดปุ๋ย ที่ย่อยแล้วแต่ยังมีโมเลกุลที่ใหญ่อยู่เข้าไปได้ เช่นเดียวกับปัจจุบันนี้ที่เกษตรกรส่วนมากที่ใช้ปุ๋ยเคมีจะประสบปัญหาพืชไม่ กินปุ๋ย สาเหตุหลักๆนั่นก็คือ พืชมีท่อลำเลียงอาหารเล็กไม่สามารถกินปุ๋ยที่มีโมเลกุลของปุ๋ยขนาดใหญ่ได้ และดินก็แน่นรากพืชจึงไม่สามารถชอนไชไปหาอาหารได้อย่างเต็มที่ได้นั่นเอง
แต่ปุ๋ยอินทรีย์นั้น จากคุณสมบัติในข้อที่ (3) ที่บอกว่า มีสมุนไพรที่สกัดจากธรรมชาติ มากกว่า 21 ชนิด ที่ช่วยขยายโครงสร้างทั้งระบบของพืชช่วยให้กลุ่มฮอร์โมนจำพวก
ไซโตไครนิน กิบเบอรเรอริน ที่จะไปช่วยให้พืชแบ่งเซลล์ แตกตาข้าง และขยายโครงสร้างทั้งระบบของพืชให้มีท่อลำเลียงอาหารที่ใหญ่กว่าโมเลกุลของ เม็ดปุ๋ยได้จึงทำให้พืชกินอาหารได้เยอะนั่นเอง
.....ดังนั้นพืชที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์จึงกินธาตุอาหารได้เยอะและที่สำคัญกินได้ทั้งฤดูกาล
นั่นเองครับจึงเป็นที่มาของ ปุ๋ยอินทรีย์นวัตกรรมใหม่ของวงการเกษตรที่หว่านครั้งเดียวต่อฤดูกาล
ไม่ว่าพืชไหนๆก็ใช้ได้เหมือนกันครับหลักการทำงานของพืชทุกชนิดก็คล้ายๆกันดังที่กล่าวมาข้างต้นนะครับ
ลแ



ผู้ตั้งกระทู้ คนที่เกลีดยมึงไง :: วันที่ลงประกาศ 2012-04-08 18:30:28 IP : 110.168.166.5


[1]

ความคิดเห็นที่ 4 (3327502)
avatar
วิน คิลเลอร์ ยาฆ่าหญ้าอินทรีย์

ปุ๋ยอินทรีย์น้ำราคาประหยัด ยาฆ่าหญ้าปลอดสารพิษ

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

starsunhero.blogspot.com/

winkiller-winnerwideworld.blogspot.com/

มีโบนัสให้ กำไรงาม ท่องเที่ยวต่างประเทศฟรี

ผู้แสดงความคิดเห็น วิน คิลเลอร์ ยาฆ่าหญ้าอินทรีย์ (winkiller999-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-04-09 23:19:54 IP : 101.108.201.56


ความคิดเห็นที่ 3 (3327446)
avatar
คนที่เกลียดมึง

แค่ตารางธาตุมึงยังหาอันที่ใช้จริงๆยังไม่ได้เลย แล้วคิดจะทำปุ๋ยขาย

สงสัยมึงจะลืมไปว่าใส่ปุ๋ยลงไปในดินแล้วเสียหายกี่%พืชใช้ได้เท่าไหร่

ผู้แสดงความคิดเห็น คนที่เกลียดมึง วันที่ตอบ 2012-04-08 19:00:40 IP : 110.168.136.50


ความคิดเห็นที่ 2 (3327445)
avatar
ยังมีอีกแยอะเลยที่มึงเข้าใจผิด

 
แจ้งลบความคิดเห็น

ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับอาจารย์

   ที่กรุณาตอบและไม่ลบกระทู้ คนทำมัน อีกกระทู้หนึ่งครับ ผมได้เรียนอาจารย์ไปตั่งแต่ตอนต้นแล้วว่าผมต้องการเพียงแค่มาปรึกษาเรื่องที่สมควรรู้ เพื่อต่อยอด ไม่ได้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอย่างแน่นอนเพราะโครงการกำลังจัดทำนั้น ไม่จำเป็นต้องประกาศโฆษณาออกไปในวงกว้าง เพราะแน่นอนว่าการทำสิ่งใหม่ๆที่คนอื่นได้ทำมาก่อนหน้านี้แล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ จะเป็นที่ครหา เพราะการทดลอง วิจัย ที่ได้ผ่านมาในอดีตจะกลายเป็นพื้นฐานของความเป็นจริง เมื่อมีบุคคลที่ยังฝืนทำในสิ่งที่โดยหลักการที่ตกผลึกแล้วมันเป็นไปไม่ได้ ย่อมมีความไม่เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ ในแนวคิดที่คิดนอกกรอบ หรือบางคนอาจจะมองว่า ผมกำลัง "คิดนอกคอก ทำนอกตำรา" นั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง ผมได้ถูกสอนจากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งไว้ว่า  ‎"The only sure way to avoid making mistakes is to have no new ideas" ถ้าไม่อยากจะทำอะไรผิดพลาดก็ไม่​ต้องคิดอะไรใหม่ แต่ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานที่ไม่เอาเปรียบ ไม่ทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหายด้วย

  ผมอยากเรียนถามอาจารย์แค่ 3 ข้อดังต่อไปนี้

แค่เพียงหวังว่าอาจารย์ที่เคารพ จะกรุณาตอบลูกษิตคนนี้ครับ

*ในการปลูกมันแค่อายุ 6 เดือนแล้วเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้น ตามหลักการณ์บนพื้นฐานความเป็นจริงจากที่ผ่านมานั้น ไม่มีใครให้การรับรองตามทฤษฎีไว้ว่าเทคนิกที่จะทำให้มันอายุแค่นี้มีคุณภาพตามที่โรงงานแปรรูปมีต้องการนั้นต้องทำยังไง แต่ตามแนวความคิดใหม่ที่ทางผมได้ทำวิจัยเสาะแสวงหามานั้นมีแนวทางดังนี้ ( ต้องเรียนว่าหลักการณ์ดังต่อไปนี้ถ้าเกิดขึ้นจริง จะพอเป็นได้หรือไม่)

  1. จากการวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชมากที่สุด คือ แสง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการสังเคราะห์ปรุงอาหารของพืชถึง 97 เปอร์เซ็น(ซึ่งบางคนอาจคิดว่าเป็นตัวแปรพื้นฐานที่ควบคุมไม่ได้) แต่ถ้าสามารถกระตุ้นให้พืชทำงานมากกว่าปกติ ทำให้มันสำปะหลังสังเคราะห์แสงได้มากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว จะสามารถย่นระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หรือไม่

 2. ถ้าสามารถมีสารกระตุ้นให้พืชสร้างภูมิคุมกันตั่งแต่เริ่มต้นการเพาะปลูก และกำจัดตัวอ่อนของศรัตรูพืชที่ท่อนพันธ์ไปด้วย จะลดอัตราการเสี่ยงการเกิดโรคในมันสำปะหลังได้มากน้อยเท่าไหร่

3. ถ้าสามารถกระตุ้นให้พืชขยายโครงสร้างมากกว่าปกติ โดยขยายที่รากก่อนเพื่อเพิ่มพื้นที่ โอกาสในการนำธาตุอาหารในดินเอาไปใช้(แก้ปัญหาพืชไม่กินปุ๋ยนั้นเอง) เพิ่มอัตราการรอดต่อไร่ให้ได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็น แล้วสามารถกระตุนให้พืชขยายโครงสร้างในส่วนอื่นๆมากกว่าปกติ สร้างภูมิคุ้มกัน สมบูรณ์ทนทานกว่าปรกติตามวิถีเดิม จะสามารถเพิ่มผลผลิตและย่นระยะการเก็บเกี่ยวได้หรือไม่

4. จากการที้กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป้นการชักนำให้พืชทำงานมากกว่าปกตินั้นแสดงว่าพืชจะนำธาตุอาหารมาใช้มากกว่าปกติ แต่การเพิ่มเนื้อที่ขอรากเพื่อเพิ่มโอกาสในการกินปุ๋ยก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ผมจึงมีแนวคิดว่าต้องทำให้พื้นดินมีธาตุอาหารสมบูรณ์มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยนำหลักการณ์ใช้จุลินทรีย์ที่สามารถอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อหรือวิกฤติจัด เช่น กรดจัด ขาดอ๊อกซิเจน เป็นต้น และที่สำคัญต้องสามารถปลดหล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช คือมีประโยชน์ต่อพืชนั้นเอง สามารถตรึงไนโตรเจนได้ นำแก๊สไข่เน่าไปใช้เป็นพลังงานของเซลล์ เปลี่ยนไนไตร ไนเตรด ให้ไปอยู่ในรูปแบบที่ไม่มีผลกระทบ และนำจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเพิ่มธาตุอาหาร ย่อยสลายซากอินทรีย์ในดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ ส่งเสริมไม่ให้ทำลายหน้าดิน ไม่เผาหน้าดิน

 
ลำดับ
ธาตุอาหาร
ค่าธาตุอาหารที่มี ( % )
ความต้องการธาตุอาหารของพืช ( % )
1
N = ไนโตเจน                     ( หลัก )
5.59
0.02 – 0.05
2
P = ฟอสฟอรัส                 ( หลัก )
10.75
0.02 – 0.04
3
K = โปรตัสเซีม                 ( หลัก )
4.99
0.02 0.04
4
Ca = แคลเซียม                 ( รอง )
10.25
0.1 -5.0
5
Mg =แม็กนีเซียม              ( รอง )
2.56
0.02 – 2.5
6
S =  กำมะถัน                     ( รอง )
4.52
0.02 – 0.5
7
Fe = เหล็ก                         ( เสริม )
2.56
0.05 – 0.5
8
Mn = แมงกานีส                ( เสริม )
0.10
0.02 – 1.0
9
Zn = สังกะสี                      ( เสริม )
0.057
0.001 – 0.025
10
B = โบรอน                       ( เสริม )
0.059
0.0005 – 0.015
11
Cu = ทองแดง                   ( เสริม )
0.025
0.0005 – 0.015
12
Mo = โมลิบดินัม               ( เสริม )
0.0012
0.00002 – 0.0005
13
Cl = คลอรีน                       ( เสริม )
2.55
0.001 – 0.1
14
C/N =คาร์บอนเนเจอร์ ( ทางอากาศ )
1.1
-
15
Na = โซเดียม                 ( ทางอากาศ )
2.61
-
16
OM                                 ( ทางอากาศ )
5.00
-

 

ตารางที่ดินสมควรจะทำได้โดยจุลินทรีย์ โดยทำให้ดินกลับมาสมบูรณ์ให้มีจุลินทรีย์หลายสายพันธุ์ที่เป็นประโยชน์และมากกว่าในป่าถ้าเทียบต่อหน่วย

5.ถ้าสามารถพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ และไม่เป็นอันตรายต่อดิน สร้างความสมบูรณ์ ทำให้ดินกลับมาร่วนซุยได้ จะย่นระยะการเก็บเกี่ยวได้ไหม

 

จึงอยากเรียนถามอาจารย์ว่าหลักการณ์พวกนี้ที่อาจารย์อาจเห็นว่า มันเกินความเป็นจริงถ้าทำได้จะทำมัน 6 เดือนได้หรือไม่ และอยากได้ข้อวิจารย์ในทุกแง่มุมของอาจารย์ ลูกษิตคนนี้ยินดีรับฟังด้วยความเคารพ

                                                                                                                                                            คนทำมัน

ผู้แสดงความคิดเห็น ยังมีอีกแยอะเลยที่มึงเข้าใจผิด วันที่ตอบ 2012-04-08 18:53:56 IP : 110.168.136.50


ความคิดเห็นที่ 1 (3327444)
avatar
คนที่เกลียดมึง

และอาจารย์ก็ตอบว่า

ตอบคนทำมัน
 
     ถ้าหน่วยการวัดของคุณต่างกับที่คนส่วนใหญ่เขาเรียนกันผมก็ไม่มีความคิดเห็นครับ ต้องขอโทษ ที่ตอบเพราะคุณเอามาให้ดูแล้วไม่เข้าใจก็เท่านั้นเอง จุดประสงค์คือ ถ้าคนที่ไม่เข้าใจว่าเป็นหน่วยวัดของหน่วยงานวิจัยของคุณมันจะหลงทางกันใหญ่ เพราะไปใช้สัญลักษณ์ทางเคมีตัวเดียวกันกับที่เขาเรียนกันส่วนใหญ่ ที่ไม่ได้ทำกันถึงกับวัดกันในอากาศ มาเป็นข้อมูลอ้างอิง แต่จะมีบ้างทางตำราเรียนเท่านั้น ยกเว้นก๊าซที่เป็นพิษกับพืช เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ไฮโดรเจนฟลูออไรด์ (HF) ที่ถึงระดับหนึ่งจะเป็นพิษกับพืช เป็นต้น
     และแล้วผมก็เข้าใจถูกต้องว่าคุณพยายามที่จะถามเพื่อหาข้อมูลสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ที่หว่านครั้งเดียวที่เคยโพสท์มา แล้วให้เบอร์โทรและเว็ปฯ อย่างไรก็ตาม การตอบทุกคำถามของผมจะอ้างอิงผลวิจัยที่ถูกต้องตามกฎหมาย มิใช่ของใครก็ได้ที่อ้างว่าทำแล้ว หรือทำเอง ที่ปราศจากการรับรอง ถ้าใครก็ได้ทำปุ๋ยออกมาแล้วพูดเก่ง อธิบายเก่ง แล้วขายเก่ง โดยไม่จดทะเบียนตาม พรบ.ปุ๋ย คนซื้อจะรู้ได้อย่างไรครับว่าไอ้ที่พูดมาน้ำไหลไฟดับนั้น มันมีครบในนั้นหรือไม่ ?? ตัวอย่างเช่นปุ๋ยเคมี ดูด้วยตาก็เห็นว่าเป็นปุ๋ย มีการตั้งสูตร แต่ถามว่าเกษตรกรใช้อะไรเป็นเครื่องวัดว่าจะได้ ตัวหน้า ตัวกลาง ตัวหลัง ตามสูตรนั้น ถ้าไม่มีการจดทะเบียนถูกต้อง เพราะการจดทะเบียนถูกต้องมันจะเป็นตัวชี้วัดได้ว่าผ่านหน่วยงานที่รับผิดชอบมาแล้ว คือกรมวิชาการเกษตร และอีกตัวอย่าง ปุ๋ยอินทรีย์ ที่โฆษณาว่ามีธาตุอาหารเท่านั้นเท่านี้ ทั้งๆที่กฎหมายระบุว่าไม่ต้องมีสูตรธาตุอาหาร แต่จะต้องเป็นไปตาม พรบ.ปุ๋ย เช่น OM (ตาม พรบ.ปุ๋ยนะครับมิใช่ทางห้องวิจัยของคุณ) ต้องไม่ต่ำกว่ากี่ %  EC ต้องไม่เกินเท่าไร  ธาตุอาหารตัวหน้า ตัวกลาง ตัวหลังเท่าไร ฯลฯ  ถ้าไม่จดทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าแล้วเอามาขาย คนซื้อจะมีอะไรเป็นหลักประกันเล่าครับว่ามันมีตามนั้นจริง ??? หรือถ้าเป็นปุ๋ยชีวภาพ ต้องระบุชื่อสกุลของจุลินทรีย์ และปริมาณของจุลินทรีย์นั้นเป็นเซลล์ต่อกรัมในปุ๋ยเม็ด หรือต่อมิลลิลิตรในรูปที่เป็นน้ำ ถ้าเอาแต่คำพูดคนขายเป็นหลัก คนซื้อจะรู้ได้อย่างไรครับว่าชนิดของจุลินทรีย์มันเป็นชีวภาพ มิใช่น้ำหมักที่ทำกันเองแล้วบอกว่า นรรมใหม่ วตกและจะรู้ได้อย่างไรว่าในหนึ่งกรัมหรือมิลลิลิตรที่มีเป็นล้านๆเซลล์ มันจะมีครบตามที่พูด??? เหตุนี้แหละครับ พรบ.คุ้มครองผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องมี  พรบ.ปุ๋ย จึงจำเป็นต้องมี  เพื่อป้องกันการหลอกลวงของผู้ผลิตและคนขายที่เอาเปรียบ และไม่มีความรับผิดชอบต่อผู้ซื้อ
 
    การตอบกระทู้แต่กระทู้ของผม อาจจะดูในกรอบมากเกินไป แต่กรอบคือหัวใจที่นักวิชาการทุกคนถูกหล่อหลอมมา (จรรยาบรรณ) แม้แต่การเป็นครูก็ต้องมี เพียงแต่ว่าจะนำออกมาใช้หรือไม่เท่านั้น ดังนั้นสิ่งใดที่ไม่ถูกต้อง ยังไม่มีการวิจัยและรับรองทางวิชาการ(ตามกฎหมาย) เราจะไม่ตอบ เพราะตอบไปแล้วไม่รู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร  จะกลายเป็นเครื่องมือสนับสนุนใครหรือไม่อย่างไร.. แต่ขอยืนยันว่าผมจะปกป้องเกษตรกรอย่างสุดความสามารถ
 
     อีกประการหนึ่งอยากจะพูด คือ เรื่องปุ๋ยที่คุณบอกมาว่า ปุ๋ยเคมี1 กระสอบมีธาตุอาหารหลัก 40-60% ที่เหลือเป็นฟิลเลอร์ ความหมายของคุณคือ มีส่วนเติมเต็ม 60-40% นั้นไม่ถูกครับ แสดงว่าคุณไม่ทราบว่าเขาคำนวณหน่วยธาตุอาหารกันอย่างไร ผมจะยกตัวอย่างให้ดูนะครับ
 
ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 (N-P-K) มีหน่วยธาตุอาหาร
ไนโตรเจน                 32.6
ฟอสฟอรัส                 37.5
โพแทสเซี่ยม              25
    รวม                        95.1 หน่วย   เหลือสารเติมเต็มหรือ ฟิลเลอร์เพียง 4.9 เท่านั้น   ที่สำคัญถ้าราคาปุ๋ยเคมีตันละ ประมาณ 20,500บาท  น้ำหนักเนื้อปุ๋ยรวมใน 1,000 กก.คือ 450 กก. =    20,500 /  450   เท่ากับกิโลละ  45.50 บาท
 
ปุ๋ยอินทรีย์ หน่วยธาตุอาหาร   (ตัวเลขตันๆ) 2-1-1 (N-P-K)   ราคาตันละประมาณ  7,000-8,000 บาท 1,000 กก.มีหน่วยธาตุอาหาร 40 กก. ราคา 7,000 บาท 
 = 7,000 / 40 เท่ากับกิโลละ 175 บาท
 
    ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น จากการวิจัยพบว่า มันสำปะหลัง ต้องการใช้ปุ๋ยตั้งแต่ปลูกจนเก็บเกี่ยว     N 1.7- P 0.5- K 2.5  ต่อ 1 ตันหัวมันสด( สศก. นิตยสารดินและปุ๋ย สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย มก.) ผมจะยกตัวอย่างเพียง ตัวหน้า N ตัวเดียว ถ้าผลผลิต 5 ตันต่อไร ก็จะใช้ N 1.7 x 5 = 8.5 กก. ถ้าใช้ปุ๋ยเคมี กก. ละ 45.5 บาท เท่ากับ 386.75 / 5 ตัน (77.35 บาทต่อ 1 ตันหัวมันสด)
แต่ถ้าใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตามความต้องการมันสำปะหลัง = 8.5 คูณ 175 บาท เท่ากับ 1,487.5 / 5 ตัน หรือ ตันละ 297.5 บาท / 1  ตันหัวมันสด
ถามว่าปุ๋ยอะไรถูกกว่า??? แต่ส่วนตัวผมยังยืนยันให้ใช้แบบผสมผสานโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์รองพื้นเพื่อคงสภาพทางกายภาพของดิน จะเป็นปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือพืชสดก็ได้ที่หาได้โดยเฉพาะทำได้เอง(ไม่ต้องซื้อ) เพราะนอกจากทางกายภาพแล้วมันจะไปส่งเสริมการปลดปล่อยธาตุอาหารของปุ๋ยเคมี และถ้าตัดเอาธาตุอาหารที่มีอยู่แล้วในปุ๋ยอินทรีย์ออก จากนั้นจึงเสริมส่วนที่ขาด มันคือการลดต้นทุนอย่างยั่งยืน การปลูกพืชต้องเน้นปริมาณธาตุอาหารที่พืชแต่ละชนิดต้องการ ต้องไม่เหมารวมคำว่า พืชจะกินปุ๋ยเท่ากันทุกชนิด เพราะในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ตัวอย่างเช่นถ้ามีลูกแล้วกินอาหารไม่อิ่มตามที่ร่างกายต้องการ แทนที่จะกินมื้อละจาน มีให้เพียงครึ่งจาน ถามว่าลูกเราจะโตไหม???  ส่วนที่เหลือจะหวังให้มีเจ้าป่าเจ้าเขาเอามาป้อนจะเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งนั้นมีจริง ???
 
ยกตัวอย่างสูตรปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไป 1-0.5-0.5 (%)
ถ้าปุ๋ยอินทรีย์ 1 กระสอบ 50 kg ก็คิดธาตุอาหารหลักเป็น1/2- 0.5/2- 0.5/2 = 0.5-0.25-0.25 = 1kg
ปุ๋ยอินทรีย์พืชจะได้รับธาตุอาหารหลักที่ได้กินเฉลี่ยอยู่ที่ 90 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจากสูตรปุ๋ยเคมีดังกล่าวพืชจะได้รับธาตุอาหารอยู่ที่ (90/100 )*1= 0.9 กิโลกรัม (คิดที่ 90%) สรุปคือปุ๋ยอินทรีย์กระสอบ1กระสอบ 50 กิโลกรัมพืชจะได้รับธาตุอาหารหลักอยู่ที่ 0.9 กิโลกรัม
และที่สำคัญที่สุดข้อแตกต่างของปุ๋ยเคมีทั่วไปกับปุ๋ยอินทรีย์คือ
- ปุ๋ยเคมีทั่วไปจะมีเฉพาะธาตุอาหารหลักเพียง 3 ชนิด คือ N-P-K (เขียว-ดอก-รสชาติ) ไม่มีธาตุอาหารรอง และจุลธาตุ
- ปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไปจะมีทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุ ตั้ง 16 ชนิด
.....ถ้าเปรียบเทียบอาหารพืชกับอาหาร คนแล้ว ถ้ามีอาหารจานที่1 ประกอบด้วยอาหารหลัก คือ ข้าว ขนมปัง เป็นหลัก กับอาหารอีกจานที่ 2 ประกอบด้วยอาหารหลัก อาหารรอง
และจุลธาตุ คือมีทั้ง ข้าว เนื้อสัตว์ ขนมปัง ผัก ของหวาน วิตามิน เกลือแร่ แล้วอาหารจานไหน
ที่จะให้ธาตุอาหารที่ครบถ้วนและมีประโยชน์กว่ากัน
.....ดังนั้นก็เปรียบเทียบเสมือนปุ๋ยอินทรีย์ที่มีอาหารที่พืชต้องการอย่างครบถ้วน
.....หลายคนอาจจะหันมาแก้ปัญหาโดยการให้อาหารพืชทางใบเพราะรากพืชมันกินอาหารไม่ได้เพราะท่อลำเลียงอาหารของพืชมันเล็ก และดินก็แน่นด้วย
แต่นั่นก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุของเกษตรกร เราต้องแก้ตรงนี้สิ รากพืชมันเล็ก อาหารมันน้อย และจะแก้กันยังไงละ….
 
ผมไม่ทราบไปเอาผลวิจัยของหน่วยงานไหนมาว่าปุ๋ยอินทรีย์มีธาตุอาหารหลักที่พืชนำไปใช้ได้ถึง 90% ตัวเลขคุณก็บอกอยู่แล้ว??? น้อยกว่าที่ผมให้ด้วย เอาเป็นว่า ถ้า 1 ถุง(50 กก.)ได้ธาตุอาหารที่พืชนำไปใช้ได้ 0.9 กก. (ไม่ถึง 1 กก.) แล้วพืช(มันสำปะหลัง)ของผมต้องการ  8.5 กก. ถามว่าจะต้องใส่กี่ถุงจึงจะได้ธาตุอาหารรวมตามที่พืชต้องการ??? แล้วราคาถุงละกี่บาท???  
การที่บอกว่าปุ๋ยเคมีมีเพียงธาตุอาหารหลักและรองเท่านั้น ที่มีธาตุอาหารองก็มีแต่คุณอาจไม่รู้  แต่ถ้ามี จะต้องระบุธาตุนั้นๆ และปริมาณด้วย นั่นคือการป้องกันการโกงไงครับ.. เพราะถ้ามีการผสมปุ๋ยออกจำหน่าย จะต้องมีตัวเลขยืนยันตามสูตรนั้นๆ ตามกฎหมาย (พรบ.ปุ๋ย)ที่พิสูจน์ได้ มิใช่คิดเอาว่ามีครบหรือไม่โดยพิสูจน์ออกมาไม่ได้ นอกจากคำพูดของคนขาย.. และธาตุอาหารของปุ๋ยก็จำกัดความไว้ 13 ธาตุ โดยเอาที่มันจะขาดเป็นเกณฑ์  ส่วน C H O ที่มีในอากาศอย่างเหลือเฟือเขาไม่เอามาระบุกันครับ
อีกประการหนึ่ง คือ คำว่าธาตุอาหารครบ  มิได้หมายความว่าธาตุอาหารเพียงพอ แล้วสรุป  เพราะผมยกตัวอย่างไปแล้ว ต้องแยกแยะด้วย
    กรณีที่เกษตรกรใช้สารพ่นทางใบ ผมไม่มีความเห็นแย้งครับ ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ก็ต้องใช้ เพียงแต่ใช้ให้เหมาะสม ไม่ฟุ่มเฟีย ผมถามว่าถ้าพืชแสดงอาการขาดน้ำเนื่องจากรากมีปัญหา ถ้าไม่พ่นสารทางใบเพื่อชะลอชีวิตมัน หรือเพิ่มธาตุที่จำเป็นให้มัน  จะทำอย่างไรครับ??? หรือในกรณีที่ดินตรึงธาตุอาหารบางตัวไว้ พืชได้รับไม่เต็มที่  ถ้าไม่พ่นสารทางใบจะทำอย่างไรครับ??? แล้วไอ้ที่บอกว่าจะขยายขนาดท่อลำลียงอาหาร  ก็ทำวิจัยให้ออกมาเป็นรูปธรรมเสียก่อนดีไหม??  ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขารับรองว่ามันเป็นจริงผมว่าจะดีกว่า มันต้องอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องครับ เพราะถ้ามันไม่เป็นไปตามนั้น เขาจะว่าเราหลอกเขาได้ เพราะไซโทไคนินหรือฮอร์โมนบางชนิดในพืช พืชมันสร้างของมันเองได้อยู่แล้วครับ การเอาเรื่องนี้มาบอกเกษตรกรเขาไม่รู้เรื่องดอกครับ นอกเสียจากจะทำให้ดูดี
    ในกลุ่มของจุลินทรีย์ ผมไม่ลึกซึ้งนักครับเพราะคนละสาขาวิชา แต่ที่รู้คือมันแบ่งไว้เป็น 2 พวก คือ heterotroph กับ autotrop เบื้องต้นเท่านั้น ส่วนที่แยกย่อยออกไปอีก 4 กลุ่มและหน้าที่ของแต่ละชนิดขออนุญาตไม่กล่าวถึง มันยาวครับ
 
ที่ผมตอบมานี้มิได้มีเจตนาดูถูกวุฒิภาวะของใคร ไม่ว่าคุณจะเป็นครู หรือคุณจะเป็นปราชญ์ก็ตาม ส่วนตัว ผมจะเห็นดีเห็นชอบกับสิ่งที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งสามารถเห็นด้วยตา และสัมผัสได้ด้วยมือ ตามกรอบของความเป็นจริง มิใช่ทางไสยศาสตร์ที่มีแต่การคาดเดาว่าจะได้ เพราะมันคือความล้มเหลว..ถ้าเกษตรกรทำตามแล้วไม่เป็นไปตามนั้น และเจตนาของคุณที่บอกว่าถ้ามีคนอย่างผมสัก 100 หรือ 1,000 แล้ววงการเกษตรจะดีขึ้น ไม่ว่าจะคำชม หรือดูแคลนในสิ่งที่ผมไม่เข้าใจอย่างที่คุณเข้าใจหรือไม่อย่างไร  ก็ยินดีจะน้อมรับไว้ และ ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่อยู่ในตัวและจิตใจผมคือ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้ และฉลาดไปหมดโดยปราศจากการยืนยันทางวิชาการที่ถูกต้อง  ผมขอให้กระทู้นี้เป็นกระทู้สุดท้ายนะครับ ผมจะให้เจ้าหน้าที่เก็บไว้ให้คนอ่าน คราวหน้าถ้าถามอย่างนี้มา ขออนุญาตไม่ตอบและแสดงความคิดเห็นครับ
 
นวัตกรรมใหม่บ้านมึงละสิ ถุย เริ่มต้นขึ้นมาก็ผิดแล้วโว้ยกูจะบอกวิธีเพิ่มการสังเคราะห์แสงง่าย ๆให้มึงรู้ไว้มันก็แค่เพิ่มยอดในการตกแต่งกิ่งแค่เนี้ยล่ะเพิ่มยอดใบก็เพิ่มขึ้นไอ้ควายง่ายดีไหม่ล่ะ

แม้เพิ่มการสังเคราะห์แสงกูเดาเอานะมึงจะเพิ่มการสังเคราะห์แสงโดยใช้กรดซิลิคอนช่วย
ผู้แสดงความคิดเห็น คนที่เกลียดมึง วันที่ตอบ 2012-04-08 18:47:31 IP : 110.168.136.50



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.