ReadyPlanet.com


การแก้ปัญหาเพลี้ยไฟระบาดในสวนมะม่วงให้สูญพันธุ์
avatar
บัณฑิต


 

แนวคิดใหม่กำจัดเพลี้ยไฟในสวนมะม่วงให้สูญพันธุ์

เพลี้ยไฟเป็นแมลงและสัตว์ศัตรูพืชที่มีวงจรชีวิตสั้นมีรูปร่างลำตัวขนาดเล็กสามารถขยายพันธุ์ได้คราวละมากๆ

เพลี้ยไฟปกติจะระบาดหนักในช่วงอากาศร้อนชื้นหรือช่วงปลายฤดูฝนและต้นฤดูฝน เป็นหลัก วงจรชีวิตตั้งแต่ไข่ถึงตัวเต็มวัยประมาณ 20-30 วัน ระยะไข่ถึงตัวอ่อนประมาณ 3-5 วัน ก็เป็นตัวอ่อน ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยสามารถดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนอ่อนของพืชได้โดยวิธีเขี่ยและดูด (การเขี่ยทำให้ผลเป็นแผล) ตัวเต็มวัยเพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ 100-500 ฟอง ตัวเมียสามารถวางไข่ได้ทั้งได้รับการผสมพันธุ์จากตัวผู้ และสามารถวางไขได้เองโดยไม่ได้รับการผสมพันธุ์จากตัวผู้ ตัวเมียจะวางไข่ภายในเนื้อเยื่อบริเวณด้านบนของใบอ่อน ยอดอ่อน และผลอ่อน

หลักการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ จะเน้นเชิงการควบคุมปริมาณประชากรเป็นหลัก โดยสังเกตปริมาณการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ ในช่วงเวลาของการเริ่มระบาด หากพบว่ามีปริมาณของเพลี้ยไฟ ในช่วงของการเริ่มต้นการระบาดจำนวน 1ตัว/1ใบพืช หรือ 1ตัว/ยอด ก็ให้ใช้หลักการป้องกันการเพิ่มปริมาณประชากรทันที โดยการฉีดพ่นสารเคมีเพื่อกำจัดตัวอ่อนและตัวเต็มวัยบวก  "สาร ชีวภัณฑ์"  เพื่อกำจัดไข่  การกำจัดทั้งตัวอ่อน ตัวเต็มวัย และไข่ จะทำให้ทั้งเพลี้ยไฟสูญพันธุ์

โดยสาเหตุที่เพลี้ยไฟมีขนาดลำตัวเล็ก และมีวงจรชีวิตสั้นจึงควรเน้นเครื่องพ่นที่มีขนาดละอองยาเล็ก เพื่อให้ละอองยาทะลุทุลวงทรงพุ่มได้ดี และควรฉีดพ่นครั้งที่ 1 และครั้งที่2 ห่างกัน 5-7 วัน ถ้ามีการระบาดหนักอาจจำเป็นต้องฉีดพ่น 3-4 ครั้ง ห่างกันทุก 5-7 วัน จึงจะสามารถควบคุมปริมาณประชากรเพลี้ยไฟได้ดีแน่นอน รวมทั้งศัตรูมะม่วงทุกชนิด เช่น เพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน หนอน ฯลฯ

"สารชีวภัณฑ์" ประกอบด้วยเชื้อราที่เป็นศัตรูกับแมลงศัตรูพืช 3 ชนิด คือ บิววาเรีย เมธาไรเซียม และพาซิโลมัยซิส

สรุปการทำงานของสารชีวภัณฑ์ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยไฟ  เพลี้ยแป้ง เพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยหอย หนอน เป็นต้น คือ

1.แมลงศัตรูพืชจะตายด้วย ไมโคท็อกซิน (สารพิษ) ที่ เชื้อราสร้างขึ้นมาในระยะเวลาระหว่างการเลี้ยงเชื้อในห้องแลบ ซึ่ง ไมโคท็อกซินมีฤทธิ์ทำลายระบบประสาทของแมลงศัตรูพืช เมื่อฉีดถูกตัวแมลง แมลงก็จะตายทันทีด้วยฤทธิ์ของ ไมโคท็อกซิน

2.เชื้อราที่สัมผัสแมลงศัตรูพืชก็จะแทงเส้นใยเข้าไปในตัวแมลงตามรูเปิดทางธรรมชาติ หรือแผลที่ตัวแมลง เส้นใยจากเชื้อราจะทำลายเนื้อเยื่อในร่างกายแมลง ทำให้แมลงเหี่ยวตาย ประมาณ 24-48 ชั่วโมงซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของแมลง แต่จะป่วยและหยุดกินอาหารหรือหยุดทำลายหลังจากเส้ยใยเข้าไปในตัวแมลงประมาณ 2-3 ชั่วโมง ในขณะที่แมลงศัตรูพืชทุกชนิดไม่แสดงอาการดื้อยาจากการทำลายระบบเนื้อเยื่อ

3.เมื่อแมลงเหี่ยวตายแล้วด้วยเส้นใยของเชื้อราแล้ว เชื้อราก็จะงอกเส้นใยออกมานอกตัวแมลง และสร้างสปอร์ (อวัยวะที่เป็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรา)ให้ ปลิวออกไปในอากาศเป็นล้านๆสปอร์ และเมื่อสปอร์ปลิวไปสัมผัสกับแมลงศัตรูพืชตัวอื่นๆที่ตอนฉีดแต่ฉีดไม่ถูกตัว แมลงหรือแมลงศัตรูพืชที่เพิ่งอพยพเข้ามาในแปลงพืช และความชื้นในอากาศเหมาะสม เช่น ช่วงเวลากลางคืน ช่วงตอนเช้าตรู่ สปอร์ก็จะงอกเป็นเส้ยใยเข้าทำลายเนื้อเยื่อแมลงอย่างต่อเนื่อง ถ้าความชื้นในอากาศยังไม่เหมาะสม สปอร์ก็ยังจะติดอยู่กับตัวแมลงและจะงอกเป็นเส้นใยเข้าทำลายตัวแมลงในระยะต่อ มาเมื่อความชื้นในอากาศเหมาะสม

4.สาร ชีวภัณฑ์ส่วนที่ฉีดไม่ถูกตัวแมลงโดยตรง แต่ติดอยู่บนต้นพืช ที่ใบ ดอก ผล ฯลฯ เมื่อแมลงตัวที่ไม่สัมผัสตัวยาหรือที่อพยพเข้ามาใหม่ เดินผ่าน กัดกิน เช่น หนอนทุกชนิด หรือดูดกิน (สาหรับแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย เป็นต้น) ก็จะติดเชื้อโรคเช่นกันแล้วก็จะป่วยและตายในระยะเวลาต่อมาเช่นเดียวกันกับแมลงที่สัมผัสโดยตรง

5.สำหรับ พาซิโลมัยซิส” จะทำหน้าที่ทำลายไข่ของแมลงศัตรูพืชทุกชนิด ด้วยการผลิตเอ็นไซม์ที่ชื่อไคติเนส และโปรติเนส ซึ่งทำให้เปลือกไข่อ่อนตัวลง แล้วตัวพาซิโลมัยซิสก็เข้าไปกินตัวอ่อนในไข่ ทำให้ไข่แมลงไม่สามารถฟักออกมาเป็นตัวอ่อนได้ การทำลายไข่แมลงทำให้ลดปริมาณแมลงศัตรูพืชได้อย่างดีอีกทางหนึ่ง

                                  โทร : 086-445-1754



ผู้ตั้งกระทู้ บัณฑิต :: วันที่ลงประกาศ 2012-12-26 20:51:42 IP : 118.174.60.61


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.