ReadyPlanet.com


กำจัดไร(สาเหตุผิวส้มสกปรก)ในสวนส้มให้สูญพันธุ์
avatar
บัณฑิต


 

กำจัดไร(สาเหตุผิวส้มสกปรก)ในสวนส้มให้สูญพันธุ์

ไรเป็นแมลงและสัตว์ศัตรูพืชที่มีวงจรชีวิตสั้นมีรูปร่างลำตัวขนาดเล็กสามารถขยายพันธุ์ได้คราวละมากๆ

ไรเป็นสัตว์ศัตรูพืชที่จัดอยู่ในสัตว์ประเภทเดียวกับแมงมุม มีวงจรชีวิตจากไข่-ตัวเต็มวัยประมาณ 7-12 วัน ระยะไข่-ตัวอ่อนประมาณ 4-5 วัน ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยสามารถดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ยอด ดอก และผลอ่อนของพืชได้ ตัวเต็มวัยเพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้คราวละ 400-500 ฟอง จะพบระบาดทำลายพืชมากเมื่ออากาศแห้งเช่น ต้นฤดูหนาว-ฤดูหนาว-ต้นฤดูแล้ง ของทุกปี
หลักการป้องกันกำจัดไร จะเน้นเชิงการควบคุมปริมาณประชากรเป็นหลัก โดยสังเกตปริมาณการเข้าทำลายของไร ในช่วงเวลาของการเริ่มระบาด หากพบว่ามีปริมาณของไรในช่วงของการเริ่มต้นการระบาดจำนวน 1ตัว/1ใบพืช หรือ 1ตัว/ยอด ก็ให้ใช้หลักการป้องกันการเพิ่มปริมาณประชากรทันที โดยการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดไร เพื่อกำจัดตัวอ่อนและตัวเต็มวัย บวก  "สาร ชีวภัณฑ์"  เพื่อกำจัดไข่ไร การกำจัดทั้งตัวอ่อน ตัวเต็มวัย และไข่ จะทำให้ทั้งไรสูญพันธุ์

โดยสาเหตุที่ไรมีขนาดลำตัวเล็ก และมีวงจรชีวิตสั้นจึงควรเน้นเครื่องพ่นที่มีขนาดละอองยาเล็ก เพื่อให้ละอองยาทะลุทุลวงทรงพุ่มได้ดี และควรฉีดพ่นครั้งที่ 1 และครั้งที่2 ห่างกัน 5-7 วัน ถ้ามีการระบาดหนักอาจจำเป็นต้องฉีดพ่น 3-4 ครั้ง ห่างกันทุก 5-7 วัน จึงจะสามารถควบคุมปริมาณประชากรไรได้ดีแน่นอน รวมทั้งศัตรูพืชทุกชนิด เช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน หนอน ฯลฯ

"สารชีวภัณฑ์" ประกอบด้วยเชื้อราที่เป็นศัตรูกับแมลงศัตรูพืช 3 ชนิด คือ บิววาเรีย เมธาไรเซียม และพาซิโลมัยซิส

สรุปการทำงานของสารชีวภัณฑ์ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น ไรทุกชนิด เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยหอย หนอน เป็นต้น คือ

1.แมลงศัตรูพืชจะตายด้วย ไมโคท็อกซิน (สารพิษ) ที่ เชื้อราสร้างขึ้นมาในระยะเวลาระหว่างการเลี้ยงเชื้อในห้องแลบ ซึ่ง ไมโคท็อกซินมีฤทธิ์ทำลายระบบประสาทของแมลงศัตรูพืช เมื่อฉีดถูกตัวแมลง แมลงก็จะตายทันทีด้วยฤทธิ์ของ ไมโคท็อกซิน

2.เชื้อราที่สัมผัสแมลงศัตรูพืชก็จะแทงเส้นใยเข้าไปในตัวแมลงตามรูเปิดทางธรรมชาติ หรือแผลที่ตัวแมลง เส้นใยจากเชื้อราจะทำลายเนื้อเยื่อในร่างกายแมลง ทำให้แมลงเหี่ยวตาย ประมาณ 24-48 ชั่วโมงซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของแมลง แต่จะป่วยและหยุดกินอาหารหรือหยุดทำลายหลังจากเส้ยใยเข้าไปในตัวแมลงประมาณ 2-3 ชั่วโมง ในขณะที่แมลงศัตรูพืชทุกชนิดไม่แสดงอาการดื้อยาจากการทำลายระบบเนื้อเยื่อ

3.เมื่อแมลงเหี่ยวตายแล้วด้วยเส้นใยของเชื้อราแล้ว เชื้อราก็จะงอกเส้นใยออกมานอกตัวแมลง และสร้างสปอร์ (อวัยวะที่เป็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรา)ให้ ปลิวออกไปในอากาศเป็นล้านๆสปอร์ และเมื่อสปอร์ปลิวไปสัมผัสกับแมลงศัตรูพืชตัวอื่นๆที่ตอนฉีดแต่ฉีดไม่ถูกตัวแมลงหรือแมลงศัตรูพืชที่เพิ่งอพยพเข้ามาใหม่ในแปลงพืช และความชื้นในอากาศเหมาะสม เช่น ช่วงเวลากลางคืน ช่วงตอนเช้าตรู่ สปอร์ก็จะงอกเป็นเส้ยใยเข้าทำลายเนื้อเยื่อแมลงอย่างต่อเนื่อง ถ้าความชื้นในอากาศยังไม่เหมาะสม สปอร์ก็ยังจะติดอยู่กับตัวแมลงและจะงอกเป็นเส้นใยเข้าทำลายตัวแมลงในระยะต่อ มาเมื่อความชื้นในอากาศเหมาะสม

4.สาร ชีวภัณฑ์ส่วนที่ฉีดไม่ถูกตัวแมลงโดยตรง แต่ติดอยู่บนต้นพืช ที่ใบ ดอก ผล ฯลฯ เมื่อแมลงตัวที่ไม่สัมผัสตัวยาหรือที่อพยพเข้ามาใหม่ เดินผ่าน กัดกิน เช่น หนอนทุกชนิด หรือดูดกิน (สาหรับแมลงปากดูด เช่น ไร เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย เป็นต้น) ก็จะติดเชื้อโรคเช่นกันแล้วก็จะป่วยและตายในระยะเวลาต่อมาเช่นเดียวกันกับแมลงที่สัมผัสโดยตรง

5.สำหรับ พาซิโลมัยซิสจะทำหน้าที่ทำลายไข่ของแมลงศัตรูพืชทุกชนิด ด้วยการผลิตเอ็นไซม์ที่ชื่อไคติเนส และโปรติเนส ซึ่งทำให้เปลือกไข่อ่อนตัวลง แล้วตัวพาซิโลมัยซิสก็เข้าไปกินตัวอ่อนในไข่ ทำให้ไข่แมลงไม่สามารถฟักออกมาเป็นตัวอ่อนได้ การทำลายไข่แมลงทำให้ลดปริมาณแมลงศัตรูพืชได้อย่างดีอีกทางหนึ่ง

                    โทร : 086-445-1754



ผู้ตั้งกระทู้ บัณฑิต :: วันที่ลงประกาศ 2012-12-22 20:52:44 IP : 118.172.88.185


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.