ReadyPlanet.com


การผลิตข้าวปลอดสารพิษอย่างประหยัด
avatar
.


การผลิตข้าวปลอดสารพิษอย่างประหยัด
1.การปลูกข้าวที่เกิดมีความจำเป็นต้องใช้สารพิษฆ่าแมลงและเชื้อราโรคข้าว เพราะศัตรูพืชมีมากและข้าวอ่อนแอ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายด้านสารกำจัดศัตรูพืช,พิษตกค้าง มีผลต่อชาวนา, คนกินและสิ่งแวดล้อม, ผลผลิตต่ำ, กำไรน้อย แก้ไขโดยลดแมลงลงด้วยการใช้ไฟล่อแมลงออกไปนอกแปลงนา ทำให้ข้าวแข็งแรงด้วยการใช้พันธุ์ ต้านทาน, ใช้ปุ๋ยสมดุล, คืออย่าให้ไนโตรเจนเกินสัดส่วนพอดีของแร่ธาตุปุ๋ยอื่น
2.ตรวจวัดกรดด่างหรือพีเอชของดินทุกครั้ง ถ้าเป็นกรด หรือพีเอชต่ำกว่า 7.0 ควรใส่โดโลไมท์อัตรา 25-50 กก./ไร่ ตั้งแต่ก่อนเตรียมดิน หากตรวจดินแล้ว ค่าพีเอชถึง 7.0 หรือมากกว่า ห้ามใส่โดโลไมท์หรือวัสดุปูนอื่นๆ จะทำให้กลับเป็นผลเสียต่อการใช้ปุ๋ยต่างๆ และทำให้ผลผลิตข้าวต่ำลง
3.ใช้ภูไมท์หรือซีโอไลท์-สเม็คไทต์ หรือ ไคลน็อพติโลไลท์ 80 กก. ต่อไร่หว่านตั้งแต่ก่อนเตรียมดิน อย่างน้อยที่สุดตอนทำเทือกหว่านลงบนเทือก ลูบให้จมเลน แล้วจึงปักดำ หรือหว่านข้าวงอก ใช้คลุกกับปุ๋ยเคมีทั้งหมดที่จะใช้อัตรา 5 ส่วนต่อภูไมท์หรือซีโอไลท์-สเม็คไทต์ หรือ ไคลน็อพติโลไลท์ 1 ส่วน พรมน้ำลงบนเม็ดปุ๋ยเคมี พอชื้นแล้วเอามาคลุกกับภูไมท์ หรือซีโอไลท์-สเม็คไทต์ หรือไคลน็อพติโลไลท์ผง จะจับติดเม็ดปุ๋ยดีมาก หว่านไปตั้งแต่ตอนทำเทือกหรือก่อนหว่านข้าวงอกโดยข้าวไม่เฝือใบ เพราะปุ๋ยเคมีจะกลายเป็นปุ๋ยละลายช้า, ใช้ปุ๋ย 16-16-8 รวม 50 กก. หรือใช้ปุ๋ย 16-16-8 (หรือ 16-20-0) 30 กก. กับปุ๋ยยูเรีย 20 กก. ก็ได้ หากยังไม่วางใจจะใช้ปุ๋ยแบบเดิมไปก่อนก็ได้
4.ภูไมท์ เป็นหินภูเขาไฟชนิดพัมมิช ถูกพ่นหรือไหลออกมาขณะที่ภูเขาไฟระเบิด แรงกดที่ลดลงฉับพลันเมื่อออกจากภูเขาไฟทำให้ก๊าซและไอน้ำที่ปะปนในเนื้อหินได้กระจายตัวออกไปจากเนื้อหินเหลือรูพรุนเอาไว้มากมายในเนื้อหินนี้ เมื่อบดละเอียดและหว่านแล้วพรวนหรือคลุกให้เข้ากับเนื้อดินที่เปียกหรือชื้นจะปลดปล่อยซิลิก้าที่ละลายได้ออกมาในน้ำอย่างช้าๆ แบบเดียวกับซีโอไลท์หรือซีโอไลท์-สเม็คไทต์ หรือ ไคลน็อพติโลไลท์ทั้งหลาย
5.รากข้าวเมื่อดูดน้ำขึ้นไปทดแทนส่วนที่ได้ทำกิจกรรมการดำรงชีพ(เมตะโบลิสม) ซึ่งมีการหายใจและคายน้ำ, ซิลิก้าที่ละลายน้ำได้ก็จะขึ้นไปกับน้ำได้ขึ้นไปอยู่ในเซลพืชที่มีชีวิตทุกเซล แต่ระเหยออกไปไม่ได้ จึงเกิดการสะสมมากขึ้นทีละน้อยจนตกผลึกเป็นเกล็ดละเอียดของโอปอลและควอร์ทส อยู่ในผนังเซล(เซลวอล), เซลชั้นผิวนอก (อีพิเดอร์มิส) ถ้ามากกว่านี้จะพบในช่วงว่างของเซลยิ่งส่วนใดระเหยน้ำมาก ก็ยิ่งสะสมซิลิก้ามากขึ้น เช่น กาบใบ ก้านใบ ใบ ก้านรวง เมล็ดที่ยังเขียว เป็นต้น
6.หากหว่านภูไมท์ หรือซีโอไลท์-สเม็คไทต์ หรือ ไคลน็อพติโลไลท์ตั้งแต่เตรียมดิน พอรากข้าวเริ่มงอกออกมาก็ได้รับซิลิก้าตั้งแต่ข้าวเริ่มเจริญ ทำให้เพลี้ยต่างๆ หนอนวัยหนึ่ง ไร รา เข้าทำลายต้นข้าวไม่ได้เลย ไม่เกิดการระบาดของศัตรูข้าว ไม่ต้องพ่นสารกำจัดโรคแมลงใดๆ ข้าวมีลำต้นแข็งไม่ล้มง่าย ข้าวใบตั้งรับแสงแดดได้เต็มที่ ไม่เฝือใบแม้ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมาก ต้นไม่สูงแต่ แข็งแกร่ง ลดความเสียหายจากหอยโข่งเชอรี่ เหม็ดมีคุณภาพดี เมื่อบดตรวจสอบเพื่อตีราคา ก็ไม่ร่วนมากได้ราคาสูง
7.นาแปลงนี้เมื่อปลูกพืชรุ่นต่อไปเพียงใส่ภูไมท์ 1-2 ถุง (20-40 กก.) ก็ให้ผลเหมือนใส่ภูไมท์ 5-6 ถุง เพราะของเก่ายังคงอยู่เกือบทั้งหมด ดินจะดีขึ้นเรื่อยๆ
8.ข้อควรระวัง เราใช้ดินเบาหรือซีโอไลท์ลำปางทดแทนไม่ได้เพราะเป็น ไคอะตอมไมท์, ไม่มี ซิลิก้าที่ละลายน้ำ ดินขาวพวกคาโอลิไนท์ก็เช่นกันไม่มีซิลิก้าที่ละลายน้ำได้ใช้แทนกันไม่ได้
9.ถ้าเพลี้ยหนอนระบาดเพราะไม่ใส่ภูไมท์มาแต่แรก ให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยหว่านภูไมท์เม็ดหรือไคลน็อพเม็ด 80 กก./ไร่ แต่ได้ผลไม่ดีเท่าใส่มาตั้งแต่ก่อนปลูก.
คะน้าและพืชผักปลอดสารพิษ 100%
มีพืชผักหลายชนิด เคยถูกระบุว่าเป็นพืชผักที่มีสารพิษ ตกค้างมาก เช่น คะน้า ต้นหอม ถั่วฝักยาว ดอกมะลิ กุหลาบ ดาวเรือง เป็นต้น แต่ตั้งแต่กลางปี2540เป็นต้นมา ได้มีการนำแร่ภูไมท์ซึ่งเป็นแร่พัมมิซ (Pumice) มีซีโอไลท์เป็นส่วนประกอบด้วย, มาใช้ในการทำให้พืชแข็งแกร่ง จนศัตรูพืช คือ เพลี้ย หนอน ไร รา เข้าทำอันตรายพืชผักไม่ได้ มีการพัฒนาวิธีการใช้แร่ภูไมท์นี้ในรูปแบบต่างๆจนทำให้สามารถผลิตคะน้า และพืชผักปลอดสารพิษอย่างได้ผล ทั้งประหยัดค่าสารพิษกำจัดศัตรูพืช ประหยัดค่าแรงที่เดิมใช้พ่นสารเคมี, ประหยัดปุ๋ย แต่ได้ผลผลิตดีกว่าทั้งปริมาณและคุณภาพ วิธีการใช้ภูไมท์อย่างมีประสิทธิภาพมีดังนี้
1.ใช้รองพื้นก่อนปลูก โดยหว่านภูไมท์ 2-4 ถุงๆ ละ 20 กก. รวม 40-80 กก./ไร่ แล้วแต่ความรุนแรงของศัตรูพืชในที่นั้น ถ้ารุงแรงมากใช้ 80 กก./ไร่ ถ้าปานกลางใช้ 40 กก./ไร่ หว่านให้กระจายทั่วพื้นที่ แล้วจึงไถ (ขุด) พรวนปลูก แม้เพาะกล้าก็ทำแบบเดียวกัน
2.ใช้รองก้นหลุมก่อนปลูก ในกรณีที่เพาะกล้าก่อนแล้วย้อยปลูกภายหลัง, ให้ใส่ภูไมท์รองก้นหลุม 1 ช้อนแกง เคล้าดินแล้วปลูกตามปรกติ
3.โรยข้างแถวปลูก ในพื้นที่ปลูกเป็นแถวถี่ๆ เช่นข้าวโพด หากไม่ได้หว่านภูไมท์มาก่อนตามข้อ 1 ให้ใช้ภูไมท์โรยเป็นแถวห่างจากแถวพืช 1 ฝ่ามือ ถ้ากลบทับด้วยปุ๋ยอินทรีย์แล้วรดน้ำก็ยิ่งดี
4.ผสมปุ๋ยหว่านลงแปลง ใช้ปุ๋ยเคมี 5 ส่วน ผสมภูไมท์ผง 1 ส่วน หรือปุ๋ยอินทรีย์ 10 ส่วนภูไมท์ 1 ส่วน คลุกผสมแล้วหว่านไปพร้อมกันในกรณีของปุ๋ยเคมีให้นำมาพรมน้ำพอชื้นแล้วจึงเทผงภูไมท์ลงคลุกเคล้าด้วยจะติดกระจายดีมากทุกเม็ด
5.ในกรณีที่มีเพลี้ยหนอนระบาดใช้ภูไมท์ 2-3 ขีด (200-300 กรัม) ละลายในน้ำ 20 ลิตร กวนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 5 นาที, เอาแต่วน้ำไปฉีดพ่นพืชผักที่กำลังมี เพลี้ย หนอน รา ไร รบกวนอยู่ฉีดพ่นจนเปียกชุ่มเหมือนอาบน้ำทิ้งไว้ 1 วัน จะพบเพลี้ย หนอน ไร รา อดตายคาพืชผักนั้นๆ หากมีกากเหลือให้เอาหว่านบริเวณใต้พุ่มพืช
6.ภูไมท์มีการแตกตัวให้ซิลิสิกแอซิด (หรือซิลิก้าในรูปที่ละลายน้ำได้,หรือโมโนซิลิกแอซิด) พืชดูดน้ำ, ได้ซิลิก้าที่ละลายอยู่ขึ้นไปด้วย, น้ำระเหยออกจากพืชทางเซลล์ผิวทุกส่วน แต่ซิลิก้าระเหยออกจากพืชไม่ได้จึงสะสมยู่ในพืชในรูปของโอปอล และควอรทซ์ พบในทุกเซลล์ทุกส่วนของพืชแต่มาก ที่สุดที่เซลล์ผิวนอก (อีพิเดอมิส เซลล์) และอยู่หนาแน่นที่ผนังเซลล์หรือเซลล์วอล ดังนั้น ผิวเซลล์พืชจึงทำให้เพลี้ย ไร มวน แทงไม่เข้าหรือเข้ายาก, หนอนกัดแล้วเขี้ยวสึกจนกินไม่ได้ ก็อดตายไป หนอน เพลี้ย ไร รา เข้าทำลายพืชอื่นๆ ไม่ได้ก็โดยเหตุผลทำนองเดียวกัน
7.พืชผัก แข็ง กรอบ น้ำหนักดี ผลผลิตมาก, เพราะภูไมท์ช่วยทำลายสารพิษตกค้างในดิน, และทำให้แอมโมเนียกับโปแตสเซียมกลายเป็นปุ๋ยละลายช้าประหยัดปุ๋ยได้ดีอีกด้วย
การปลูกพริกปลอดสารพิษแบบวังขนาย
พริกมีปัญหาโรคเน่าเกิดจากเชื้อรากินผล, ใบ, ยอด และพริกปลูกซ่ำที่จะเกิดการทำลายของเชื้อรา เข้าทำลายท่อน้ำท่ออาหารทำให้เกิดการเหี่ยว.ที่สำคัญคือโรคใบหยิกหรือใบหงิก เกิดจาก ไรขาวเกาะกินน้ำเลี้ยงอยู่ใต้ใบทำให้ใบเล็กลง งุ้มงอลง ถ้าถูกทำลายด้วยเพลี้ยไฟจะมีอาการใบพับงอแต่ยังมีใบใหญ่อยู่ ทำให้ต้องซื่อสารพิษเช่น สารฆ่าไร, สารฆ่ารา, สารฆ่าแมลง ฉีดพ่นตลอดการผลิต อาการใบหงิกจะสำคัญมากทำให้พริกมีอายุการผลิตสั้น
การใช้สารสร้างความแข็งแกร่งให้แก่พืชนั้นทำได้โดยการใช้ภูไมท์, หรือซีโอไลท์-สเม็คไทต์ หรือ ไคลน็อพติโลไลท์, หรือซีโอไลท์สเม็คไทต์คาซักสถาน,รองก้นหลุมแล้วเคล้ากับปุ๋ยอินทรีย์, ปุ๋ยเคมี, และดินก้นหลุมแล้วจึงปลูก ถ้าปลูกไปก่อนหน้าแล้วใช้วิธีโรยภูไมท์,หรือซีโอไลท์-สเม็คไทต์ โรยข้างๆแถว. ถ้าปลูกพืชผักค่อนข้างแน่นให้หว่านด้วยซีโอไลท์เม็ดแล้วรดน้ำตามไป
อัตราการใช้ ให้เทียบกับค่าสารเคมีเดิม. เช่นเคยใช้ไร่ละ 1,000 บาท ก็ใช้เงินจำนวนนี้ซื้อ ภูไมท์
ซีโอไลท์-สเม็คไทต์ หรือ ไคลน็อพติโลไลท์,ซีโอไลท์สเม็คไทต์ ซึ่งจะซื้อ ภูไมท์ได้ 8 ถุงหรือ 160 กก. หรือซื้อซีโอไลท์-สเม็คไทต์ หรือไคลน็อพติโลไลท์ หรือซีโอไลท์สเม็คไทต์ ได้ 5 ถุงหรือ 100 กก. ที่ตำบลวังขนาย อำเภอท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ใช้น้อยกว่านี้ก็ยังได้ผลดีมาก. วิธีนี้ใช้กับพืชผักอื่นๆ ได้ผลเช่นเดียวกัน.
ดินทราย-ดินเหนียว ดินทรายใช้น้อยเห็นผลเร็ว. ดินเหนียวถ้าใช้ตามหลังการปลูกต้องเพิ่มมากกว่าดินทราย. ถ้าใช้ก่อนปลูกหรือรองก้นหลุมก่อนจะได้ผลเท่ากัน
การผสมปุ๋ย ใช้เพียงครึ่งเดียวที่เคยใช้เดิม ใช้ปุ๋ยเคมี 5 ส่วนผสมภูไมท์ผง 2 ส่วนหรือ ซีโอไลท์-สเม็คไทต์ หรือ ไคลน็อพติโลไลท์ผง 1 ส่วน, ถ้าใช้ปุ๋ยอินทรีย์ใช้ 10 ต่อ 1 คลุกผสมให้เข้ากันดีแล้วหว่านหรือรองก้นหลุมก่อนปลูก
ผล สารจะปลดปล่อยซิสิคแอซิคหรือซิลิก้าที่ละลายน้ำได้ซึ่งพืชดูดขึ้นไปเสริมสร้าง ผนังเซลของพืชให้มีความแข็งแกร่งจนต้าน รา, ไร, เพลี้ย, หนอนได้ดีมากและคุณภาพของผลพริก ก็ดีขึ้นด้วย
ต่อไปก็ใช้น้อยลง ดินที่เคยใช้ภูไมท์, ซีโอไลท์-สเม็คไทต์ หรือ ไคลน็อพติโลไลท์หรือซีโอไลท์-สเม็คไทต์แล้ว, ครั้งต่อไปก็ใช้น้อยลงเรื่อยๆจนในที่สุดใช้ครั้งละ 1-2 ถุงต่อไร่ก็พอ และใช้คลุกปุ๋ยแบบเดิมเท่านั้น ก็ยังได้ผลดีตลอดไป
มะลิปลอดสารพิษแบบประหยัดที่วังขนาย
สภาพเดิม ใช้สารกำจัดแมลงมาก, บางครั้งถึงลิตรละ 4,000 บาท, พ่นสารฆ่าแมลงทุกๆ 3-5 วัน, มีปัญหาจากหนอนเจาะดอกตูม ทำให้เป็นดอกสีม่วง, ร่วงหล่นก่อนขาย, ดอกนิ่ม, แฉะ, อมน้ำ, เพลี้ยดูดน้ำเลี้ยงใต้ใบ, ทำให้ใบด่างขาว, หมดอายุเร็ว. คนเก็บดอกเวลาเดินเข้าไปในสวนมะลิจะมีผีเสื้อขนาดเล็กๆ บินว่อนไปหมด, เป็นตัวแก่ ของหนอนเจาะดอก. คนปลูกไม้กล้า ดมมะลิของตน, คนเก็บดอก เก็บดอกแล้วต้องรีบล้างมือ, ยอดไม่ค่อยแตกใหม่, ดอกน้อย, กำไรน้อยเพราะเสียค่าใช้จ่ายด้านสารฆ่าแมลงมากเกินไป.
การแก้ปัญหา หว่านสารปลดปล่อยซิลิสิค แอซิด (ภูไมท์, ซีโอไลท์-สเม็คไทต์ หรือ ไคลน็อพติโลไลท์) 2 ถุง (ถุงละ 20 กก.) ต่อเนื้อที่ 2 ไร่, หว่านเมื่อปลูกไปแล้ว 6-7 เดือน, หว่านกระจายรอบโคนต้น-ใต้พุ่ม.เท่ากับ 20 กก. ต่อ 1 ไร่ ต่อมาหว่านภูไมท์เพิ่มอีกไร่ละ 20 กก ต่อ 1 ไร่ ต่อมาหว่านภูไมท์เพิ่มอีกไร่ละ 20 กก.จากนั้นใช้เฉพาะเวลาใส่ปุ๋ยคือใช้ 1 ส่วน ผสมปุ๋ยเคมี 15-15-15 จำนวน 5 ส่วน หรือภูไมท์ 1 ส่วน ผสมปุ๋ยอินทรีย์(ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกหรือปุ๋ย กทม.) 10 ส่วน
การรดน้ำ สูบน้ำรดตามความจำเป็นอาจเป็นวันเว้น 1-2 วัน, หากฝนตกก็เว้นไปก่อน
ผลการใช้ภูไมท์-ซีโอไลท์-สเม็คไทต์ หรือ ไคลน็อพติโลไลท์ หนอนน้อยลงเป็นลำดับ, เว้นการพ่นสารฆ่าแมลงให้ห่างขึ้นตามลำดับจาก 3 วันเป็น 12-18 วัน และคาดว่าต่อไปจะไม่ต้องใช้อีกแบบ ลด-ละ-เลิก. ผีเสื้อขนาดเล็กหายไป ดอกไม่ถูกหนอนเจาะ, ดอกไม่เป็นสีม่วง, ดอกแข็งขึ้น, ไม่อมน้ำ, ไม่เฉาะ, ทนต่อการขนส่ง, ร้อยมาลัยง่าย, เก็บรอขายได้นาน, แตกยอดมาก, เด็ดยอดแตกใหม่ 2 เท่า เกิดดอกมากขึ้น, หนอนเพลี้ยหายไป, ประหยัดค่ายา, ประหยัดปุ๋ย. น้ำหนักดอกสูงกว่าดอกมะลิทั่วไป. รายได้สูงขึ้นขณะที่รายจ่ายน้อยลง.
ผลต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดสารพิษ,ดีต่อคนปลูก, คนเก็บดอก, ผู้บริโภค, และสิ่งแวดล้อม
ความเห็น การปลูกใหม่หากใช้ภูไมท์ 40 กก./ไร่ หว่านพรวนดิน, แล้วจึงปลูกจะได้ผลดีที่สุดจากนั้นเพียงใช้คลุกผสมปุ๋ยเคมี 1/5 ส่วนก็พอ.
ที่มา. ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
ที่มา

ถ้าคิดจะซื้อภูไมท์ซัลเฟตติดต่อ คุณไก่ 0897957635
ตันล่ะ8500บาท ขาย5ตันขึ้นไปมัดจำก่อน5000บาท
วิธีสั้งซื้อโทรมาถามเลขบัญชี3ตัวแรกxxx-7-00488-1 ชื้อบัญชี นาย สมิทธิเส็งเจริญธนาคารกรุงเทพ
สาขาอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์รพ.รามารับดี
แล้วค่อยส่งชื่อและที่อยู่มาให้ครับทางsmsก็ได้ครับ


ผู้ตั้งกระทู้ . :: วันที่ลงประกาศ 2012-09-21 14:33:45 IP : 58.9.198.231


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.