ReadyPlanet.com


RRIM 3001 ของแท้ ราคาถูก มีคุณภาพ แบงค์กล้ายาง ปี56
avatar
แบงค์กล้ายาง


www.puiya.com/images/mboard_1352367328/1352367328.jpg

RRIM 3001 มาเลย์เซีย เปิดกรีดแล้วของแปลง แบงค์กล้ายาง จากจันทบุรี ต้น 5 ปีเศษ บนเนื้อที่ 5 ร้อยไร่ ปลูก 3001 ร้อยไร่ น้ำยาง เกินครึ่งถ้วยเบอร์1  3001ของแท้มาดูที่แปลงได้ครับ087-9327571  facebook rung167@hotmail.com
พันธุ์ RRIM 3001 สายพันธุ์ใหม่ น้ำยางออกเยอะสุด 4-5 ปีกรีด
เป็นสายพันธุ์ของศูนย์วิจัยยางมาเลเซีย (MRB)  ด้วยความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีวิศวะพันธุกรรม ทำให้ร่นระยะเวลาการในการกรีด เพียงแค่ 4 ปีเศษ ๆ เท่านั้นเป็นสายพันธุ์ใหม่ ที่เปิดตัว เมื่อ 13 สิงหาคม 2009      กรีดได้ใน 4 ปีหลังปลูก ช่วยลดระยะเวลา ให้สั้นลงได้มากกว่าครึ่งของยางพันธุ์เก่าๆ ให้ผลผลิตน้ำยางที่มีศักยภาพไม่ต่ำกว่า 500 กก./ไร่/ปีเส้นรอบวงกว้างและลำต้นตรง ให้เนื้อไม้ 2.0 ลูกบาศก์เมตรต่อต้น หลังจาก 15 ปีการเพาะปลูกความต้านทานโรค ดีกว่าสายพันธุ์บ้านเรากิ่งมีขนาดใหญ่ ทรงพุ่มสูง ใบเขียวเข็ม สังเคราะห์แสงได้ดี ระบบรากลึก หาอาหารเก่ง ทนทานต่อสภาพน้ำท่วมขัง และทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดีในระดับปานกลาง        เมื่อโตเต็มที่จะเป็นลักษณะของไม้ซุง จึงเหมาะกับการปลูกเชิงพาณิชย์    รวมไปถึงการปลูกเป็นสวนป่าด้วยต้านทานโรคใบร่วงจากเชื้อไฟท๊อปเทอร่า และโรคใบหงิก จากเชื้ออออิเดี้ยมได้ดีระดับปานกลาง แต่ในระยะต้นกล้า  ต้องคอยดูแลเป็นพิเศษ


ผู้ตั้งกระทู้ แบงค์กล้ายาง (rung167-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2012-12-15 22:07:47 IP : 180.180.71.33


[1]

ความคิดเห็นที่ 2 (3526387)
avatar
ป.เคมีภัณฑ์ บริการดูแลนาข้าว 0-100 วันเต็มๆ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ป.เคมีภัณฑ์ บริการดูแลนาข้าว 0-100 วันเต็มๆ (prajob_200000-at-yahoo-dot-co-dot-th) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-10-22 15:42:51 IP : 125.26.119.146


ความคิดเห็นที่ 1 (3412052)
avatar
แบงค์กล้ายาง

 

ขาย และ เปิดจองกล้ายางพารา ปี55- 56 
ขายกล้ายางพารามีของพร้อมปลูก และ เปิดรับจองปลูกปี 56 มีของพร้อมตลอดปี สนใจติดต่อสอบถามได้ตลอด เพื่อความสะดวกของลูกค้าที่อยู่ไกลทางแปลงได้ขยายแปลงขายไปยังจังหวัดต่างๆมีใบรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร 
ดูข้อมูลได้ข้างล่างนี้ ยางแท้ต้อง แบงค์กล้ายาง
 

พันธุ์ RRIM600
 
ตอตาเขียว 11 บาท 
ยางชำถุง 1 ฉัตร 20 บาท
 
ยางชำถุง 2 ฉัตร 25 บาท
 
ยางบัดดิ้ง 1 ฉัตร 25 บาท
 
ยาง ยอดดำ 1 ฉัตร 28 บาท
 

พันธุ์ RRIT251 ทนแล้ง โรค ปานกลาง
 
ตอตาเขียว 13 บาท 
ตอตาเขียวชำถุง 16 บาท
 
ยางชำถุง 1 ฉัตร 25 บาท
 
ยางชำถุง 2 ฉัตร 28 บาท
 
ยางบัดดิ้ง 1 ฉัตร 28 บาท
 
ยางบัดดิ้ง 2 ฉัตร 30 บาท
 

พันธุ์ 3001 มาเลย์ ต้นโตไว น้ำยางเยอะ ทนต่อโรค ((4 -5 ปี กรีด))
 
ตอตาเขียว 28 บาท 
ตอ บัดดิ้ง 35 บาท
 
1 ฉัตร ชำถุง 50 บาท
 
2 ฉัตร ชำถุง 55 บาท
 
1 ฉัตร บัดดิ้ง 60 บาท
 
2 ฉัตร บัดดิ้ง 65 บาท
 


พันธุ์ 408 เฉลิมพระเกียรติ ทนแล้ง ทนโรค ปานกลาง
 
1 ฉัตร 60 บาท
 
2 ฉัตร 65 บาท
 

พันธุ์ PB350
 
1 ฉัตร 50 บาท
 
2 ฉัตร 55 บาท
 

พันธุ์ 600 ยอดดำ
 
1 ฉัตร xx บาท
 
2 ฉัตร xx บาท
 

กล้ายางพาราสายพันธุ์ต่างๆๆ
พันธุ์ RRIM 3001 สายพันธุ์ไหม่ น้ำยางออกเยอะสุด 4-5 ปีกรีด
เป็นสายพันธุ์ของศูนย์วิจัยยางมาเลเซีย (MRB)  ด้วยความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีวิศวะพันธุกรรม ทำให้ร่นระยะเวลาการในการกรีด เพียงแค่ 4 ปีเศษ ๆ เท่านั้นเป็นสายพันธุ์ไหม่ ที่เปิดตัว เมื่อ 13 สิงหาคม 2009      กรีดได้ใน 4 ปีหลังปลูก ช่วยลดระยะเวลา ให้สั้นลงได้มากกว่าครึ่งของยางพันธุ์เก่าๆ ให้ผลผลิตน้ำยางที่มีศักยภาพไม่ต่ำกว่า 500 กก./ไร่/ปีเส้นรอบวงกว้างและลำต้นตรง ให้เนื้อไม้ 2.0 ลูกบาศก์เมตรต่อต้น หลังจาก 15 ปีการเพาะปลูกความต้านทานโรค ดีว่าสายพันธุ์บ้านเรากิ่งมีขนาดใหญ่ ทรงพุ่มสูง ใบเขียวเข็ม สังเคราะห์แสงได้ดี ระบบราลึก หาอาหารเก่ง ทนทานต่อสภาพน้ำท่วมขัง และทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดีในระดับปานกลาง        เมื่อโตเต็มที่จะเป็นลักษณะของไม้ซุง จึงเหมาะกับการปลูกเชิงพาณิชย์    รวมไปถึงการปลูกเป็นสวนป่าด้วยต้านทานโรคใบร่วงจากเชื้อไฟทอปเทอร่า และโรคใบหงิก จากเชื้ออออิเดี้ยมได้ดีระดับปานกลาง แต่ในระยะต้นกล้า  ต้องคอยดูแลเป็นพิเศษ
พันธุ์ RRIM600 
น้ำยาง 289กิโลกรัม/ไร่/ปี, ความหนาเปลือก ปานกลาง, ผลผลิต 2 ปีแรก ดี, 3-13ปี ดี ต้านทานโรค ทอปโทรา อ่อนแอ,ราแป้ง ปานกลาง, เส้นดำ อ่อนแอ, ราสีชมพู ปานกลาง, พื้นที่ปลูกไม่แนะนำ หน้าดินตื้น ระดับน้ำใต้ดินสูง, ความเจริญเติมโต ปานกลาง, พื้นที่ลาดชันปลูกได้
พันธุ์ RRIT251 
น้ำยาง 471กิโลกรัม/ไร่/ปี, ความเจริญเติมโตค่อนข้างดี ,ความหนาของเปลือกเดิม ปานกลาง, ความหนาเปลือกไหม่ ปานกลาง, ผลผลิตดี จนถึง1-10ปี ต้านทานโรคไฟทอปโทรา ปานกลาง,เส้นดำ ค่อนข้างดี, ราสีชมพู ปานกลาง, พื้นที่ปลูกไม่แนะนำ ที่ลาดชัน หน้าดินตื้นระดับน้ำใต้ดินสูง 
พันธุ์RRIM226  ยอดดำไทย
น้ำยาง 367กิโลกรัม /ไร่/ปี,แม่พันธุ์PB5/51X600 ระยะก่อนและระหว่างกรีด เติบโตปานกลาง ลำต้นปานกลาง เปลือกเดิมบาง เปลือกงอกไหม่หนา ผลผลิต8 ปี สูงกว่า600 เฉลี่ย37% จำนวนเปลือกแห้งน้อย ต้านทานโรคทอปโทรา และเส้นดำ ดี ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคราแป้ง ต้านทานลมระดับปานกลาง พื้นที่ปลูก ทั่วไป หน้าดินตื้นและระดับน้ำใต้ดินสูงปลูกได้ 
พันธุ์408 เฉลิมพระเกียรติ
น้ำยาง 352 กิโลกรัม/ไร่/ปี, แม่พันธุ์PB5/51XRRIC101 เจริญเติมโตก่อนเปิดกรีดดีระหว่างกรีดปานกลาง ลำต้นสม่ำเสมอ แตกกิ่งทรงเป็นพุ่ม เปลือกเดิมหนางอกไหม่หนาปานกลาง กรีดเหมาะสม ครึ่งลำต้น วันเว้นวัน ผลผลิตเนื้อยางแห้งในพื้นที่ปลูกไหม่ ผลผลิต8ปี สูงกว่า600ร้อยละ62 ต้านทานโรคใบร่วงทอปโทรา ใบจุดก้างปลา ต้านทานปานกลาง ราแป้ง เส้นดำ และราสีชมพู่ เปลือกแห้งปานกลาง ข้อจำกัดพื้นที่การปลูก พื้นที่มีหน้าดินตื้น พื้นที่ลาดชัน และระดับน้ำใต้ดินปลูกได้ 
พันธุ์ 80 
น้ำยาง450-500กิโลกรัม/ไร่/ปี ทนแล้ง ทนโรค อัตราเนื้อยางแห้ง 42-48% อัตราสร้างเปลือกทดแทนเร็ว เปลือกหนาทนต่อการกรีด
 
 
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยาง
     ยางพาราจะสามารถปลูกได้และให้ผลดีถ้ามีสภาพแวดล้อมบางประการ ที่เหมาะสมดังนี้ 
1. พื้นที่ปลูกยาง ไม่ควรอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเกิน 200 เมตร และไม่ควรมีความลาดเทเกิน 45 องศา หากจะปลูกยางในพื้นที่ที่มีความลาดเทเกิน 15 องศาขึ้นไป ควรปลูกแบบขั้นบันได 
2. ดิน ควรมีหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร โดยไม่มีชั้นของหินแข็งหรือดินดาน ซึ่งจะขัดขวางการเจริญเติบโตของราก เนื้อดินควรเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีการระบายน้ำและอากาศดี น้ำไม่ท่วมขัง ระดับน้ำใต้ดินลึกกว่า 1 เมตร ไม่เป็นดินเค็มและมีความเป็นกรดเป็นด่าง 4.0-5.5 
3. น้ำฝน มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,350 มิลลิเมตรต่อปี และมีฝนตกไม่น้อยกว่า 120 วันต่อปี 
4. ความชื้นสัมพันธ์ เฉลี่ยตลอดปีไม่น้อยกว่า 65 เปอร์เซ็นต์ 
5. อุณหภูมิ เฉลี่ยตลอดปีไม่แตกต่างกันมากนัก ควรมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 24-27 องศาเซลเซียส 
 6. ความเร็วลม เฉลี่ยตลอดปีไม่เกิน 1 เมตรต่อวินาที 
 7. แหล่งความรู้ ควรมีแหล่งความรู้เรื่องยางไว้ให้บริการแก่เกษตรกรในพื้นที่ด้วย
 
โรคและแมลงศัตรูยางพารา
โรครากขาว 
เป็นโรคร้ายแรงโรคหนึ่งที่เกิดจากเชื้อรา เกิดขึ้นได้กับยางทั่วไปทั้งยางอ่อนและยางแก่ 
ลักษณะอาการ 
 จะสังเกตเห็นพุ่มใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมส้ม ใบร่วงหมดทั้งต้น ขอบใบม้วนเข้าด้านใน ถ้าตรวจดูที่รากจะเห็นเส้นใยของเชื้อราแตกสาขาเป็นร่างแหจับติดแน่นและแผ่คลุมผิวรากที่เป็นโรค ลักษณะของเส้นใย มีสีขาวปลายแบน เมื่อเส้นใยอายุมากขึ้นจะนูนกลมและกลายเป็นสีเหลืองจนถึงสีน้ำตาลแห้งซีด ในช่วงที่มีฝนตกจะมีดอกเห็ดเกิดขึ้นตรงบริเวณโคนต้นหรือส่วนรากที่โผล่พ้นดิน ลักษณะดอกเห็ดจะซ้อนกันหลายชั้น ผิวบนสีเหลืองแกมส้ม ขอบสีขาว ส่วนผิวล่างมีสีส้มแดงหรือน้ำตาล ถ้าตัดดอกเห็นตามขวางจะเห็นชั้นบนเป็นสีขาวและชั้นล่างเป็นสีน้ำตาลแดงชัดเจน 
การป้องกันและรักษา 
1. การเตรียมพื้นที่ปลูกยางจะต้องทำการถอนรากและเผาทำลายตอไม้ ท่อนไม้ให้หมด เพื่อทำลายเชื้อราอันอาจทำให้เกิด โรครากขาวได้ 
2. หลังจากปลูกยางไปแล้วประมาณ 1 ปี หมั่นตรวจดูต้นที่เป็นโรค หากไม่พบต้นที่เป็นโรคให้ป้องกันด้วยการทาสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% เคลือบไว้ที่โคนต้นตรงคอดิน รากแก้ว และฐานของรากแขนงแขนง 
3. หากพบต้นที่เป็นโรคบริเวณโคนต้น โคนรากและรากแขนงให้ตัดหรือเฉือนทิ้ง แล้วทาด้วยสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% ผสมน้ำและควรทำการตรวจซ้ำในปีต่อไป 
4. ถ้าพบโรครากขาวในต้นยางอายุน้อยให้ทำการขดรากที่เป็นโรคขึ้นมาเผาทำลาย
 
. โรคเส้นดำ 
เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า เป็นโรคที่ทำอันตรายต่อหน้ากรีดยางมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตที่มีความชื้นสูง ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุนแรงจนกรีดซ้ำหน้าเดิมไม่ได้ ต้นยางจึงให้ผลผลิตสั้นลงโดยอาจกรีดได้เพียง 8-16 ปีเท่านั้น 
ลักษณะอาการ 
จะปรากฏอาการเหนือรอยกรีด โดยในระยะแรกเปลือกจะซ้ำมีสีผิดปกติ ต่อมารอยช้ำจะเปลี่ยนเป็นรอยบุ๋มสีดำ ขยายตัวในแนวตั้ง ถ้าเฉือนเปลือกออกดูจะพบลายเส้นดำบนเนื้อไม้ อาการในขั้นรุนแรงจะทำให้เปลือกบริเวณนั้นปริและมีน้ำยางไหลตลอดเวลา เปลือกจะเน่าหลุดไปในที่สุด เปลือกงอกใหม่จะมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่า ทำให้กรีดยางต่อไปไม่ได้ 
การป้องกัน 
1. อย่าเปิดหน้ายางหรือขึ้นหน้ายางใหม่ในระหว่างฤดูฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีฝนตก และอย่ากรีดลึกจนถึงเนื้อไม้เพราะจะทำให้หน้ายางเสียหาย โอกาสที่เชื้อจะเข้าทำลายมีมากขึ้น 
2. ตัดแต่งกิ่งยางและปราบวัชพืชให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยให้หน้ายางแห้งเร็วขึ้น และเป็นการลดความรุนแรงของโรคได้ 
3. การกรีดยางในฤดูฝนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่มีโรคใบร่วงระบาด ควรทาหน้ายางด้วยสารเคมีชนิดเดียวกับที่ใช้รักษา 
การรักษา 
เมื่อพบหน้ากรีดยางเริ่มแสดงอาการให้ใช้สารเมตาแลคซิลอัตรา 7-14 กรัม (1/2 - 1ช้อนแกง) ต่อน้ำ 1 ลิตร ผสมสารแผ่กระจายและจับติด จำนวน 2 ซี.ซี. ( ฝ ช้อนชา) ใช้สารอย่างใดอย่างหนึ่งทาหน้ากรีดยางทุก 7 วัน ประมาณ 3-4 ครั้ง จะสามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้แต่ถ้าหากฝนตกชุกติดต่อกันควรทาสารเคมีต่อไปอีกจนกว่าโรคนี้จะหาย 
โรคเปลือกเน่า 
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ระบาดรุนแรงมากในฤดูฝน ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุ่นแรงจนกรีดซ้ำไม่ได้ 
ลักษณะอาการ 
ระยะแรกจะเป็นรอยบุ๋มสีจางบนเปลือกงอกใหม่เหนือรอยกรีดต่อมาแผลนั้นจะมีเส้นใยของเชื้อราสีเทา ขึ้นปกคลุม และขยายลุกลามเป็นแถบขนานไปกับรอยกรีด ทำให้เปลือกบริเวณดังกล่าวนี้เน่าหลุดเป็นแว่น เหลือแต่เนื้อไม้สีดำ 
การป้องกัน 
1. เนื่องจากโรคนี้มักเกิดในแหล่งปลูกยางที่มีความชื้นสูงมาก ๆ ดังนั้นจึงควรมีการตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชในสวนยางเป็นประจำเพื่อให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ความชื้นในแปลงยางจะได้ลดลง 
2. ถ้าพบว่าต้นยางเป็นโรคเปลือกเน่า ควรหยุดกรีดยางประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันมิให้เชื้อแพร่ไปติดต้นอื่น 
โรคเปลือกแห้ง 
สาเหตุสำคัญเกิดจากสวนยางขาดการบำรุงรักษา และการกรีดเอาน้ำยางออกมากเกินไป จึงทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีอาหารไม่พอเลี้ยงเปลือกยางบริเวณนั้นจึงแห้งตาย นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการผิดปกติภายในทอน้ำยางเองด้วย 
ลักษณะอาการ 
หลังจากกรีดยางแล้ว น้ำยางจะแห้งเป็นจุดๆ ค้างอยู่บนรอยกรีดเปลือกยางมีสีน้ำตาลอ่อน ถ้ายังกรีดต่อไปอีก เปลือกยางจะแห้งสนิทไม่มีน้ำยางไหล เปลือกใต้รอยกรีดจะแตกขยายบริเวณมากขึ้นจนถึงพื้นดินและ หลุดออก เนื่องจากเปลือกงอกใหม่ภายในดันออกมา 
การป้องกันและรักษา 
โรคนี้มักจะเกิดบนรอยกรีด ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแลรักษาจะลุกลามทำให้หน้ากรีดเสียหายหมด ดังนั้นวิธีการลดและควบคุมโรคกับต้นยางที่เปิดยางแล้ว จึงใช้วิธีทำร่องแยกส่วนที่เป็นโรคออกจากกันและเมื่อตรวจพบยางต้นใดที่เป็นโรคนี้เพียงบางส่วน จะต้องทำร่องโดยการใช้สิ่วเซาะร่องให้ลึกถึงเนื้อไม้โดยรอบบริเวณที่เป็นโรค โดยให้ร่องที่ทำนี้ห่างจากบริเวณที่เป็นโรคประมาณ 2 เซนติเมตร หลังจากนั้นก็สามารถเปิดกรีดต่อไปได้ตามปกติ แต่ในการกรีดต้องเปิดกรีดต่ำลงมาจากบริเวณที่เป็นโรค เปลี่ยนระบบกรีดใหม่ให้ถูกต้องและหยุดกรีดในช่วงผลัดใบ 
การเอาใจใส่บำรุงรักษาสวนยางให้สมบูรณ์แข็งแรงตั้งแต่เริ่มปลูกใส่ปุ๋ยถูกต้องตามจำนวน และระยะเวลาที่ทางวิชาการแนะนำ ใช้ระบบกรีดให้ถูกต้อง จะช่วยป้องกันมิให้ยาวเป็นโรคเปลือก แห้งได้มาก
 
โรคใบร่วงและผลเน่าที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า 
ลักษณะอาการ 
ผลที่ถูกทำลายจะเน่าดำค้างอยู่บนต้น ส่วนอาการที่ใบจะพบว่าใบร่วงทั้ง ๆ ที่ยังมีสีเขียวมีรอยช้ำสีดำอยู่ที่ก้านใบและตรงกลางรอยช้ำมีหยดน้ำยางเกาะติดอยู่ด้วย ถ้านำใบยางที่ร่วงมาสลัดเบาๆ ใบย่อยจะหลุดทันที โรคนี้จะสัมพันธุ์กับโรคเส้นดำด้วย เนื่องจากเกิดจากเชื้อชนิดเดียวกัน เมื่อเกิดโรคนี้จะทำให้ใบร่วงโกร๋นทั้งสวน ผลผลิตยางจะลดลงแต่ก็ไม่ทำให้ต้นยางตาย 
การป้องกันและรักษา 
ควรเลือกปลูกพันธุ์ยางที่ต้านทานโรคนี้ ถ้าเป็นยางพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 600 ซึ่งอ่อนแอต่อโรคใบร่วงควรติดตาเปลี่ยนยอดด้วยพันธุ์ทีจี 1 และในสวนยางที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ให้ใช้แคปตาโฟล 80% ในอัตรา 2 กรัม ผสมน้ำ 1 ลิตร ฉีดพุ่มใบทุกสัปดาห์ในระหว่างที่โรคกำลังระบาด ส่วนในสวนยางที่มีต้นยางขนาดใหญ่การใช้สารเคมีป้องกันจะไม่คุ้มค่าใช้จ่าย จึงไม่แนะนำให้ทำแต่จะแนะนำให้ใช้วิธีป้องกันรักษาโรคเส้นดำที่บริเวณหน้ากรีดแทน และหยุดกรีดระหว่างที่เกิดโรค ระบาดเท่านั้น 
ปลวก 
จะทำลายต้นยางโดยการกัดกินส่วนรากและภายในลำต้นจนเป็นโพรง ทำให้ต้นยางยืนต้นตายโดยไม่สามารถสังเกตเห็นจากภายนอกได้จนกว่าจะขุดรากดู 
การป้องกันและรักษา 
      ใช้สารเคมีกำจังแมลง ได้แก่ ออลดริน ดีลดริน เฮพตาคลอ หรือ คลอเดนในรูปของเหลว ราดที่โคนต้นให้ทั่วบริเวณรากของต้นที่         ถูกทำลายและต้นข้างเคียง 
หนอนทราย 
 เป็นหนอนของด้วงชนิดหนึ่งลักษณะลำตัวสั้นป้อม ใหญ่ขนาดนิ้วชี้ สีขาวนวล มีจุดเป็นแถวข้างลำตัว เมื่อนำมาวางบนพื้นดินตัวหนอนจะงอคล้ายเบ็ดตกปลา หนอนทรายจะเริ่มทำลายรากต้นยางขนาดเล็ก มีพุ่มใบ 1-2 ฉัตร ทำให้พุ่มใบมีสีเหลืองเพราะระบบรากถูกทำลายเมื่อขุดต้นยางต้นนั้นมาดูจะพบตัวหนอนทราย 
โคนต้นไหม้ 
 เป็นอาการผิดปกติที่เกิดจากสภาพแวดล้อม เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งจัดและถูกแสงแดดเผา ทำให้โคนต้นยางตรงรอยติดตาทางทิศตะวันตกมีอาการไหม้ เปลือกไหม้ เปลือกแห้ง อาการจะลุกลามไปทางส่วนบนและขยายบริเวณไปรอบๆ ต้น จนแห้งตาย 
การป้องกันและรักษา 
ควรปลูกยางเป็นแถวในแนวทิศตะวันออกและทิศตะวันตกก่อนเข้าฤดูแล้งให้ใช้ปูนขาวทารอบโคนต้น จากระดับ พื้นดินสูงขึ้นไปจนถึงระดับ 1 เมตร แล้วใช้วัสดุคลุมดินรอบโคนต้นและใช้สีน้ำมันทารอยแผล 
อาการตายจากยอด 
อาการตายจากยอดมักเกิดกับยางอายุระหว่าง 1-6 ปี หลังจากประสบกับปัญหาสภาพอากาศแห้งแล้งจัดเป็นเวลานานติดต่อกัน นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากความร้อนระอุของพื้นดิน ตลอดจนพิษตกค้างของสารเคมีในดิน เช่น สารเคมีปราบวัชพืช สารกำจัดตอ หรือใส่ปุ๋ยมากเกินไป ฯลฯ ในพื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น มีชั้นของหินแข็งหรือดินดานอยู่ใต้ดินอาการตายจากยอดจะปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนหลังจากปลูกยางไปแล้ว 3 ปี 
ลักษณะอาการ 
   กิ่ง ก้าน ยอด จะแห้งตายจากปลายกิ่ง ปลายยอด แล้วลุกลามลงมาทีละน้อย ๆ จนถึงโคนต้น และยืนต้นตายในที่สุด แต่ถ้าผ่านสภาวะแห้งแล้งไปแล้วต้นยังไม่ตาย ลำต้นหรือส่วนที่ยังไม่ตายจะแตกกิ่งแขนงออกมาใหม่ สำหรับส่วนที่แห้งตายไปแล้ว เปลือกจะล่อนออกถ้าแกะดูจะปรากฏเชื้อราเกิดขึ้นซ้ำทั่วบริเวณเปลือกด้านใน 
การป้องกันและรักษา 
ถ้าสภาพดินเลวและแห้งแล้งจัดอาจให้น้ำช่วยตามความจำเป็น หรือใช้วัสดุคลุมโคนต้นจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นและลดความรุนแรงของอาการตายจากยอดได้ ควรให้ปุ๋ยตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด
ระยะปลูก 
1. พื้นที่ราบ 
ถ้าต้องการปลูกพืชแซมในระหว่างแถวของต้นยาง 
      - ในภาคใต้และภาคตะวันออกให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 8 เมตร จะได้จำนวน 80 ต้นต่อไร่ 
      - ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะได้จำนวน 91 ต้นต่อไร่ 
ถ้าต้องการปลูกพืชคลุมดินในระหว่างแถวของต้นยาง 
      - ในภาคใต้และภาคตะวันออกให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะได้จำนวน 91 ต้นต่อไร่ 
     - ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร ระหว่างแถว 6 เมตร จะได้จำนวน 88 ต้นต่อไร่ 
 2. พื้นที่ลาดหรือพื้นที่เชิงเขา 
ตั้งแต่ความชัน 15 องศาขึ้นไปต้องทำแนวขั้นบันไดโดยใช้ระยะระหว่างขั้นบันไดอย่างน้อย 8 เมตร ระยะระหว่างต้น 2.50 หรือ 3 เมตร เมื่อกำหนดระยะปลูกได้แล้วก็ทำการวางแนวและปักไม้ทำแนวเพื่อขุดหลุมปลูกต่อไป แนวปลูกควรวางตามทิศทางลม 
 วิธีปลูก การปลูกยางพาราจะแตกต่างกันไปตามชนิดของต้นพันธุ์ยางซึ่งในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการปลูกด้วยต้น ตอตาและต้นยางชำถุงเท่านั้น เนื่องจากการปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลงมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษามาก จึงไม่ค่อยมีผู้นิยมทำกันในปัจจุบัน 

วิธีปลูกยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
ให้ปลูกแบบลึก โดยใช้มีดคมๆ ตัดดินก้นถุงออกประมาณ 1 นิ้ว เพื่อตัดปลายรากที่คดงอ แล้วผาถุงออก ระวังอย่าให้ดินแตก เด็ดขาด จากนั้นวางยางชำถุงลงในหลุมปลูกให้ถุงแนบชิดกับดินเดิมก้นหลุมจัด ให้ตรงแนวกับต้นอื่น ใช้มีดกรีดด้านข้างถุงพลาสติกจากก้นถุงถึงปากถุงให้ขาดจากกัน กลบดินบนที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตแล้วลงในหลุมประมาณครึ่งหนึ่งของถุง อย่างเพิ่งกดแน่น ค่อยๆ ดังถุงพลาสติกที่กรีดไว้ออก อัดดินที่ถมข้างถุงให้แน่นแล้วกลบดินเพิ่มให้เต็มหลุม อัดให้แน่นอีกครั้ง หลังจากปลูกต้นยางชำถุงเสร็จแล้ว ควรปักไม้หลักและใช้เชือกผูกยึดต้นยางเพื่อป้องกันลมโยกและหาเศษวัชพืชคลุมดินบริเวณโคนต้นไว้ด้วย
   
((ทำสัญญา)) 
มัดจำ 30% นัดวันส่งมอบต้นกล้า และจ่ายอีก 70%
 
ระบุ พันธุ์ ตามที่ต้องการ
 
สำเนาบัตรประชาชน ( ใช้สำหรับมันจำกล้ายางเท่านั้น) ระบุด้วยนะคับ
 
มีจัดการขนส่งให้ หรือ ลูกค้ามารับเอง ( ตามตกลง )
 

** สนใจติดต่อ แวะชมแปลงก่อนได้ มีใบรับรองพันธุ์ และมีคุณภาพจากประสบการณ์ ใบแก่ ปลอดโรค
 
แบงค์กล้ายาง โทร ,087-932-7571, 085-568-1454**
 
จังหวัดจันทบุรี อำเภอ ขลุง สาขาใหญ่
 
จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอ กันทรลักษ์ สาขา2
 
จังหวัดมหาสารคาม อำเภอ โกสุมพิสัย สาขา3
 
จังหวัดขอนแก่น อำเภอ อุบลรัตน์ สาขา4
 
จังหวัดขอนแก่น อำเภอ หนองเรือ 5
 
จังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอ เมือง 6
facebook,e-mail
 
rung167@hotmail.com 
** ราคาไม่รวมค่าจัดส่ง**
 
**ขอสงวนลิขสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงราคาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า*
 
ผู้แสดงความคิดเห็น แบงค์กล้ายาง (rung167-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-12-15 22:12:15 IP : 180.180.71.33



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.