ReadyPlanet.com


ขายกล้ายางพาราหลายสายพันธุ์ ไทย-มาเลย์เซีย เช่น 3001มาเลย์ของแท้เพราะเราปลูกกรีดแล้ว สอบถามได้ครับ
avatar
แบงค์กล้ายาง


 

ขาย และ เปิดจองกล้ายางพารา ปี55- 56 
ขายกล้ายางพารามีของพร้อมปลูก และ เปิดรับจองปลูกปี 56 มีของพร้อมตลอดปี สนใจติดต่อสอบถามได้ตลอด เพื่อความสะดวกของลูกค้าที่อยู่ไกลทางแปลงได้ขยายแปลงขายไปยังจังหวัดต่างๆมีใบรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร 
ดูข้อมูลได้ข้างล่างนี้ ยางแท้ต้อง แบงค์กล้ายาง
 

พันธุ์ RRIM600
 
ตอตาเขียว 11 บาท 
ยางชำถุง 1 ฉัตร 20 บาท
 
ยางชำถุง 2 ฉัตร 25 บาท
 
ยางบัดดิ้ง 1 ฉัตร 25 บาท
 
ยาง ยอดดำ 1 ฉัตร 28 บาท
 

พันธุ์ RRIT251 ทนแล้ง โรค ปานกลาง
 
ตอตาเขียว 13 บาท 
ตอตาเขียวชำถุง 16 บาท
 
ยางชำถุง 1 ฉัตร 25 บาท
 
ยางชำถุง 2 ฉัตร 28 บาท
 
ยางบัดดิ้ง 1 ฉัตร 28 บาท
 
ยางบัดดิ้ง 2 ฉัตร 30 บาท
 

พันธุ์ 3001 มาเลย์ ต้นโตไว น้ำยางเยอะ ทนต่อโรค ((4 -5 ปี กรีด))
 
ตอตาเขียว 28 บาท 
ตอ บัดดิ้ง 35 บาท
 
1 ฉัตร ชำถุง 55 บาท
 
2 ฉัตร ชำถุง 60 บาท
 
1 ฉัตร บัดดิ้ง 60 บาท
 
2 ฉัตร บัดดิ้ง 65 บาท
 


พันธุ์ 408 เฉลิมพระเกียรติ ทนแล้ง ทนโรค ปานกลาง
 
1 ฉัตร 60 บาท
 
2 ฉัตร 65 บาท
 

พันธุ์ PB350
 
1 ฉัตร 50 บาท
 
2 ฉัตร 55 บาท
 

พันธุ์ RL08
1 ฉัตร 60 บาท
 
2 ฉัตร 70 บาท
 

พันธุ์ BPM24

1 ฉัตร 40 บาท

2 ฉัตร 50 บาท
กล้ายางพาราสายพันธุ์ต่างๆๆ

พันธุ์ RRIM 3001 สายพันธุ์ไหม่ น้ำยางออกเยอะสุด 4-5 ปีกรีด

เป็นสายพันธุ์ของศูนย์วิจัยยางมาเลเซีย (MRB)  ด้วยความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีวิศวะพันธุกรรม ทำให้ร่นระยะเวลาการในการกรีด  เพียงแค่ 4 ปีเศษ ๆ เท่านั้นเป็นสายพันธุ์ไหม่ ที่เปิดตัว เมื่อ 13 สิงหาคม 2009      กรีดได้ใน 4 ปีหลังปลูก ช่วยลดระยะเวลา ให้สั้นลงได้มากกว่าครึ่งของยางพันธุ์เก่าๆ ให้ผลผลิตน้ำยางที่มีศักยภาพไม่ต่ำกว่า 500 กก./ไร่/ปีเส้นรอบวงกว้างและลำต้นตรง ให้เนื้อไม้ 2.0 ลูกบาศก์เมตรต่อต้น หลังจาก 15 ปีการเพาะปลูกความต้านทานโรค ดีว่าสายพันธุ์บ้านเรากิ่งมีขนาดใหญ่ ทรงพุ่มสูง ใบเขียวเข็ม สังเคราะห์แสงได้ดี ระบบราลึก หาอาหารเก่ง ทนทานต่อสภาพน้ำท่วมขัง และทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดีในระดับปานกลาง        เมื่อโตเต็มที่จะเป็นลักษณะของไม้ซุง จึงเหมาะกับการปลูกเชิงพาณิชย์    รวมไปถึงการปลูกเป็นสวนป่าด้วยต้านทานโรคใบร่วงจากเชื้อไฟทอปเทอร่า และโรคใบหงิก จากเชื้ออออิเดี้ยมได้ดีระดับปานกลาง แต่ในระยะต้นกล้า  ต้องคอยดูแลเป็นพิเศษ
พันธุ์ RRIM600 
น้ำยาง 289กิโลกรัม/ไร่/ปี, ความหนาเปลือก ปานกลาง, ผลผลิต 2 ปีแรก ดี, 3-13ปี ดี ต้านทานโรค ทอปโทรา อ่อนแอ,ราแป้ง ปานกลาง, เส้นดำ อ่อนแอ, ราสีชมพู ปานกลาง, พื้นที่ปลูกไม่แนะนำ หน้าดินตื้น ระดับน้ำใต้ดินสูงความเจริญเติมโต ปานกลาง, พื้นที่ลาดชันปลูกได้
พันธุ์ RRIT251 
น้ำยาง 471กิโลกรัม/ไร่/ปี, ความเจริญเติมโตค่อนข้างดี ,ความหนาของเปลือกเดิม ปานกลาง, ความหนาเปลือกไหม่ ปานกลาง, ผลผลิตดี จนถึง1-10ปี ต้านทานโรคไฟทอปโทรา ปานกลาง,เส้นดำ ค่อนข้างดี, ราสีชมพู ปานกลาง, พื้นที่ปลูกไม่แนะนำ ที่ลาดชัน หน้าดินตื้นระดับน้ำใต้ดินสูง 
พันธุ์RRIM226  ยอดดำไทย
น้ำยาง 367กิโลกรัม /ไร่/ปี,แม่พันธุ์PB5/51X600 ระยะก่อนและระหว่างกรีด เติบโตปานกลาง ลำต้นปานกลาง เปลือกเดิมบาง เปลือกงอกไหม่หนา ผลผลิต8 ปี สูงกว่า600 เฉลี่ย37% จำนวนเปลือกแห้งน้อย ต้านทานโรคทอปโทรา และเส้นดำ ดี ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคราแป้ง ต้านทานลมระดับปานกลาง พื้นที่ปลูก ทั่วไป หน้าดินตื้นและระดับน้ำใต้ดินสูงปลูกได้ 
พันธุ์ 408 เฉลิมพระเกียรติ
น้ำยาง 352 กิโลกรัม/ไร่/ปี, แม่พันธุ์PB5/51XRRIC101 เจริญเติมโตก่อนเปิดกรีดดีระหว่างกรีดปานกลาง ลำต้นสม่ำเสมอ แตกกิ่งทรงเป็นพุ่ม เปลือกเดิมหนางอกไหม่หนาปานกลาง กรีดเหมาะสม ครึ่งลำต้น วันเว้นวัน ผลผลิตเนื้อยางแห้งในพื้นที่ปลูกไหม่ ผลผลิต8ปี สูงกว่า600ร้อยละ62 ต้านทานโรคใบร่วงทอปโทรา ใบจุดก้างปลา ต้านทานปานกลาง ราแป้ง เส้นดำ และราสีชมพู่ เปลือกแห้งปานกลาง ข้อจำกัดพื้นที่การปลูก พื้นที่มีหน้าดินตื้น พื้นที่ลาดชัน และระดับน้ำใต้ดินปลูกได้ 
พันธุ์ RL08
น้ำยาง450-500กิโลกรัม/ไร่/ปี ทนแล้ง ทนโรค อัตราเนื้อยางแห้ง 42-48% อัตราสร้างเปลือกทดแทนเร็ว เปลือกหนา

ทนต่อการกรีด

 

 

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยาง

     ยางพาราจะสามารถปลูกได้และให้ผลดีถ้ามีสภาพแวดล้อมบางประการ ที่เหมาะสมดังนี้ 
1. พื้นที่ปลูกยาง ไม่ควรอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเกิน 200 เมตร และไม่ควรมีความลาดเทเกิน 45 องศา หากจะปลูกยางในพื้นที่ที่มีความลาดเทเกิน 15 องศาขึ้นไป ควรปลูกแบบขั้นบันได 
2. ดิน ควรมีหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร โดยไม่มีชั้นของหินแข็งหรือดินดาน ซึ่งจะขัดขวางการเจริญเติบโตของราก เนื้อดินควรเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีการระบายน้ำและอากาศดี น้ำไม่ท่วมขัง ระดับน้ำใต้ดินลึกกว่า 1 เมตร ไม่เป็นดินเค็มและมีความเป็นกรดเป็นด่าง 4.0-5.5 
3. น้ำฝน มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,350 มิลลิเมตรต่อปี และมีฝนตกไม่น้อยกว่า 120 วันต่อปี 
4. ความชื้นสัมพันธ์ เฉลี่ยตลอดปีไม่น้อยกว่า 65 เปอร์เซ็นต์ 
5. อุณหภูมิ เฉลี่ยตลอดปีไม่แตกต่างกันมากนัก ควรมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 24-27 องศาเซลเซียส 
 6. ความเร็วลม เฉลี่ยตลอดปีไม่เกิน 1 เมตรต่อวินาที 
 7. แหล่งความรู้ ควรมีแหล่งความรู้เรื่องยางไว้ให้บริการแก่เกษตรกรในพื้นที่ด้วย
 
โรคและแมลงศัตรูยางพารา

โรครากขาว 
เป็นโรคร้ายแรงโรคหนึ่งที่เกิดจากเชื้อรา เกิดขึ้นได้กับยางทั่วไปทั้งยางอ่อนและยางแก่ 

ลักษณะอาการ 

 จะสังเกตเห็นพุ่มใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมส้ม ใบร่วงหมดทั้งต้น ขอบใบม้วนเข้าด้านใน ถ้าตรวจดูที่รากจะเห็นเส้นใยของเชื้อราแตกสาขาเป็นร่างแหจับติดแน่นและแผ่คลุมผิวรากที่เป็นโรค ลักษณะของเส้นใย มีสีขาวปลายแบน เมื่อเส้นใยอายุมากขึ้นจะนูนกลมและกลายเป็นสีเหลืองจนถึงสีน้ำตาลแห้งซีด ในช่วงที่มีฝนตกจะมีดอกเห็ดเกิดขึ้นตรงบริเวณโคนต้นหรือส่วนรากที่โผล่พ้นดิน ลักษณะดอกเห็ดจะซ้อนกันหลายชั้น ผิวบนสีเหลืองแกมส้ม ขอบสีขาว ส่วนผิวล่างมีสีส้มแดงหรือน้ำตาล ถ้าตัดดอกเห็นตามขวางจะเห็นชั้นบนเป็นสีขาวและชั้นล่างเป็นสีน้ำตาลแดงชัดเจน 
การป้องกันและรักษา 
1. การเตรียมพื้นที่ปลูกยางจะต้องทำการถอนรากและเผาทำลายตอไม้ ท่อนไม้ให้หมด เพื่อทำลายเชื้อราอันอาจทำให้เกิด โรครากขาวได้ 
2. หลังจากปลูกยางไปแล้วประมาณ 1 ปี หมั่นตรวจดูต้นที่เป็นโรค หากไม่พบต้นที่เป็นโรคให้ป้องกันด้วยการทาสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% เคลือบไว้ที่โคนต้นตรงคอดิน รากแก้ว และฐานของรากแขนงแขนง 
3. หากพบต้นที่เป็นโรคบริเวณโคนต้น โคนรากและรากแขนงให้ตัดหรือเฉือนทิ้ง แล้วทาด้วยสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% ผสมน้ำและควรทำการตรวจซ้ำในปีต่อไป 
4. ถ้าพบโรครากขาวในต้นยางอายุน้อยให้ทำการขดรากที่เป็นโรคขึ้นมาเผาทำลาย
 

. โรคเส้นดำ 
เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า เป็นโรคที่ทำอันตรายต่อหน้ากรีดยางมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตที่มีความชื้นสูง ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุนแรงจนกรีดซ้ำหน้าเดิมไม่ได้ ต้นยางจึงให้ผลผลิตสั้นลงโดยอาจกรีดได้เพียง 8-16 ปีเท่านั้น 
ลักษณะอาการ 
จะปรากฏอาการเหนือรอยกรีด โดยในระยะแรกเปลือกจะซ้ำมีสีผิดปกติ ต่อมารอยช้ำจะเปลี่ยนเป็นรอยบุ๋มสีดำ ขยายตัวในแนวตั้ง ถ้าเฉือนเปลือกออกดูจะพบลายเส้นดำบนเนื้อไม้ อาการในขั้นรุนแรงจะทำให้เปลือกบริเวณนั้นปริและมีน้ำยางไหลตลอดเวลา เปลือกจะเน่าหลุดไปในที่สุด เปลือกงอกใหม่จะมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่า ทำให้กรีดยางต่อไปไม่ได้ 
การป้องกัน 
1. อย่าเปิดหน้ายางหรือขึ้นหน้ายางใหม่ในระหว่างฤดูฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีฝนตก และอย่ากรีดลึกจนถึงเนื้อไม้เพราะจะทำให้หน้ายางเสียหาย โอกาสที่เชื้อจะเข้าทำลายมีมากขึ้น 
2. ตัดแต่งกิ่งยางและปราบวัชพืชให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยให้หน้ายางแห้งเร็วขึ้น และเป็นการลดความรุนแรงของโรคได้ 
3. การกรีดยางในฤดูฝนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่มีโรคใบร่วงระบาด ควรทาหน้ายางด้วยสารเคมีชนิดเดียวกับที่ใช้รักษา 
การรักษา 
เมื่อพบหน้ากรีดยางเริ่มแสดงอาการให้ใช้สารเมตาแลคซิลอัตรา 7-14 กรัม (1/2 - 1ช้อนแกง) ต่อน้ำ 1 ลิตร ผสมสารแผ่กระจายและจับติด จำนวน 2 ซี.ซี. ( ฝ ช้อนชา) ใช้สารอย่างใดอย่างหนึ่งทาหน้ากรีดยางทุก 7 วัน ประมาณ 3-4 ครั้ง จะสามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้แต่ถ้าหากฝนตกชุกติดต่อกันควรทาสารเคมีต่อไปอีกจนกว่าโรคนี้จะหาย 
โรคเปลือกเน่า 
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ระบาดรุนแรงมากในฤดูฝน ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุ่นแรงจนกรีดซ้ำไม่ได้ 
ลักษณะอาการ 
ระยะแรกจะเป็นรอยบุ๋มสีจางบนเปลือกงอกใหม่เหนือรอยกรีดต่อมาแผลนั้นจะมีเส้นใยของเชื้อราสีเทา ขึ้นปกคลุม และขยายลุกลามเป็นแถบขนานไปกับรอยกรีด ทำให้เปลือกบริเวณดังกล่าวนี้เน่าหลุดเป็นแว่น เหลือแต่เนื้อไม้สีดำ 
การป้องกัน 
1. เนื่องจากโรคนี้มักเกิดในแหล่งปลูกยางที่มีความชื้นสูงมาก ๆ ดังนั้นจึงควรมีการตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชในสวนยางเป็นประจำเพื่อให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ความชื้นในแปลงยางจะได้ลดลง 
2. ถ้าพบว่าต้นยางเป็นโรคเปลือกเน่า ควรหยุดกรีดยางประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันมิให้เชื้อแพร่ไปติดต้นอื่น 
โรคเปลือกแห้ง 
สาเหตุสำคัญเกิดจากสวนยางขาดการบำรุงรักษา และการกรีดเอาน้ำยางออกมากเกินไป จึงทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีอาหารไม่พอเลี้ยงเปลือกยางบริเวณนั้นจึงแห้งตาย นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการผิดปกติภายในทอน้ำยางเองด้วย 
ลักษณะอาการ 
หลังจากกรีดยางแล้ว น้ำยางจะแห้งเป็นจุดๆ ค้างอยู่บนรอยกรีดเปลือกยางมีสีน้ำตาลอ่อน ถ้ายังกรีดต่อไปอีก เปลือกยางจะแห้งสนิทไม่มีน้ำยางไหล เปลือกใต้รอยกรีดจะแตกขยายบริเวณมากขึ้นจนถึงพื้นดินและ หลุดออก เนื่องจากเปลือกงอกใหม่ภายในดันออกมา 
การป้องกันและรักษา 
โรคนี้มักจะเกิดบนรอยกรีด ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแลรักษาจะลุกลามทำให้หน้ากรีดเสียหายหมด ดังนั้นวิธีการลดและควบคุมโรคกับต้นยางที่เปิดยางแล้ว จึงใช้วิธีทำร่องแยกส่วนที่เป็นโรคออกจากกันและเมื่อตรวจพบยางต้นใดที่เป็นโรคนี้เพียงบางส่วน จะต้องทำร่องโดยการใช้สิ่วเซาะร่องให้ลึกถึงเนื้อไม้โดยรอบบริเวณที่เป็นโรค โดยให้ร่องที่ทำนี้ห่างจากบริเวณที่เป็นโรคประมาณ 2 เซนติเมตร หลังจากนั้นก็สามารถเปิดกรีดต่อไปได้ตามปกติ แต่ในการกรีดต้องเปิดกรีดต่ำลงมาจากบริเวณที่เป็นโรค เปลี่ยนระบบกรีดใหม่ให้ถูกต้องและหยุดกรีดในช่วงผลัดใบ 
การเอาใจใส่บำรุงรักษาสวนยางให้สมบูรณ์แข็งแรงตั้งแต่เริ่มปลูกใส่ปุ๋ยถูกต้องตามจำนวน และระยะเวลาที่ทางวิชาการแนะนำ ใช้ระบบกรีดให้ถูกต้อง จะช่วยป้องกันมิให้ยาวเป็นโรคเปลือก แห้งได้มาก
 
โรคใบร่วงและผลเน่าที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า 
ลักษณะอาการ 
ผลที่ถูกทำลายจะเน่าดำค้างอยู่บนต้น ส่วนอาการที่ใบจะพบว่าใบร่วงทั้ง ๆ ที่ยังมีสีเขียวมีรอยช้ำสีดำอยู่ที่ก้านใบและตรงกลางรอยช้ำมีหยดน้ำยางเกาะติดอยู่ด้วย ถ้านำใบยางที่ร่วงมาสลัดเบาๆ ใบย่อยจะหลุดทันที โรคนี้จะสัมพันธุ์กับโรคเส้นดำด้วย เนื่องจากเกิดจากเชื้อชนิดเดียวกัน เมื่อเกิดโรคนี้จะทำให้ใบร่วงโกร๋นทั้งสวน ผลผลิตยางจะลดลงแต่ก็ไม่ทำให้ต้นยางตาย 
การป้องกันและรักษา

ผู้ตั้งกระทู้ แบงค์กล้ายาง (rung167-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2013-01-04 14:33:34 IP : 180.180.96.206


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (3421502)
avatar
f

 

หน้าแล้งนี้ยาวนานนะครับอย่าปล่อยให้พืชพันธุ์ที่ท่านปลูกต้องมาตายโดยหาน้ำรดไม่ได้หรือรอฟ้าฝนอย่างเดียว

วันนี้มีวิธีป้องกันแล้วครับโดยใช้"สารโพลีเมอร์อู้มน้ำ" 1 กิโลกรัมอุ้มน้ำได้ 200-250 ลิตร

ตักไปรองก้นหลุมต้นไม้ที่ท่านปลูกหรือต้นที่ปลูกแล้วก็ขุดหลุมใส่ตรงทรงพุ่มแค่นี้พืชก็ได้รับน้ำสมำเสมอ

พืชโตต่อเนื่องลดต้นทุนการผลิตประหยัดเวลาไม่ต้องรดน้ำบ่อยพืชรอดพ้นจากหน้าแล้งอันแสนยาวนาน

ประมาณ 6-8 เดือนได้ครับ
โพลิเมอร์(สารอุ้มน้ำ) คือสารประเภทคาร์โบไฮเดรตมีโครงสร้างเป็นโพลิแอกติลามายมีโครงสร้างขนาดใหญ่หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสารอุ้มน้ำซึ่งอาจจต้องใช้ยากันเชื้อราช่วยและอายุการใช้งานก็น้อยด้วยของเรามีโครงสร้างจากโปรแตสเซียมหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสารอุ้มน้ำโปรแตสเซียมเบสการดูดน้ำจะเป็นไปอย่างรวดเร็วมากใน 3ชม.แรก คือดูดน้ำได้ 250 เท่า แต่ถ้าน้ำมีเกลือ หินปูน กรด ด่างเจือปนอยู่ก็จะดูดน้ำได้น้อยลงคือไม่ถึง 200 เท่าคืดง่ายๆคือขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของน้ำ

ในปัจจุบันนี้แม้ว่ายางพาราจะสามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยแต่ภัยแล้งที่ค่อนข้างยาวนาน 5-6 เดือนทำให้ต้นยางที่เพิ่งปลูกต้องตายเป็นจำนวนไม่น้อยก่อให้เกิดความกังวลใจและทำให้ผู้ปลูกยางพาราต้องเดือดร้อนเป็นอย่างมากเพราะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็นจำนวนไม่ใช่น้อยๆ นับตั้งแต่ค่าแรงปลูกซ่อมยาง, ค่าพันธุ์ยางใหม่และการดูแลอย่างดีพิเศษเพื่อให้ต้นยางรอดตายและเจริญเติบโตทันกับต้นยางที่ล่วงหน้าไปแล้ว1 ปี และหากไม่สามารถปลูกซ่อมให้รอดได้ภายใน 2 ปีก็หมดสิทธิ์ที่จะทำการปลูกซ่อม(ด้วยยาง)อีกต่อไป

ประโยชน์
  • ใช้ปลูกยาง ปลูกปาล์มหรือปลูกป่าโดยรองก้นหลุมปลูก
    แล้วพบว่าต้นกล้าที่ปลูกลงไปนั้นรอดตายแทบทั้งหมดคือ 99 %
  • ใช้กับไม้กระถางหรือถุงเพาะชำโดยผสมดิน 6 ส่วนกับโพลิเมอร์ที่แช่น้ำ 1 ส่วน
  • ใช้กับการปลูกไม้ผล เช่น มะม่วง ขนุน เงาะ ลิ้นจี่ ลำไยระกำ ลางสาด ลองกอง
  • ในแปลง พืชไร่ พืชผัก ไม้ประดับ และสนามหญ้าใช้โพลิเมอร์แห้ง 1-10 กรัมต่อหลุม
    ไม้ผลไม้ยืนต้นใช้โพลิเมอร์(ยังไม่แช่น้ำ)แห้งตั้ง แต่ 5-10 กรัมต่อต้น



การนำโพลิเมอร์ที่ดูดน้ำเต็มที่แล้วไปใส่ในหลุมปลูกยางพาราตอนปลูกเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนพื้นดินแห้งแล้งดินก็จะดูดน้ำจากโพลิเมอร์รากต้นยางก็จะได้น้ำหรือธาตุอาหารที่ต้องใช้น้ำเป็นตัวทำละลายจากดินอีกต่อหนึ่งเมื่อพื้นดินได้รับน้ำเพิ่มเข้ามาก็จะถูกโพลิเมอร์ดูดเก็บไว้ใช้เมื่อพื้นดินแห้งแล้งวนเวียนต่อไป(นานประมาณ 5- 6 ปี)


วิธีใช้โพลิเมอร์(สารอุ้มน้ำ)
ในการปลูกยางพารา/ปาล์มน้ำมัน/พืชยืนต้นทุกชนิด
โพลิเมอร์Alcosorb(สารอุ้มน้ำ) 1 กิโลกรัมใช้ปลูกยางได้ ประมาณ 200-400 ต้น ซึ่งมีขั้นตอนคร่าว ๆดังนี้
1.แช่โพลิเมอร์ให้ดูดน้ำให้เต็มที่(โพลิเมอร์ 1 ก.ก.ต่อน้ำ 200 ลิตรแช่ทิ้งไว้ 4 ชม. หรือค้างคืน)
2.ในวันปลูกยางให้รองก้นหลุมด้วยโพลิเมอร์ที่แช่น้ำแล้ว 1 กระป๋องนม
3.นำต้นยางลงปลูกโดยตั้งลงบนโพลิเมอร์แล้วถมดินลงไปครึ่งหนึ่งของตุ้มดินที่หุ้มรากยางอยู่
4.เทโพลิเมอร์อีก 1-2 กระป๋องนมลงรอบ ๆตุ้มดินที่หุ้มรากยางอยู่
(
ในเขตแห้งแล้งมาก ๆในขั้นตอนนี้แนะนำให้ใส่ 2 กระป๋องนม)
5.กลบและอัดดินให้แน่นตามวิธีการปลูกยางตามปกติ
6.หลังจากใช้โพลิเมอร์แล้วพื้นดินควรได้รับน้ำบ้าง 2-3 เดือนต่อครั้งและหากทำการคลุมโคนด้วย
หญ้าแห้งหรือเศษวัสดุทางการเกษตรได้ก็จะทำให้คุณสมบัติการดูดเก็บน้ำของโพลิเมอร์ ดีมากยิ่งขึ้น

หากต้องการใช้กับยางที่ปลูกแล้วก็สามารถใช้ได้เช่นกันหลักการก็คือต้องฝังโพลิเมอร์(ที่อุ้มน้ำแล้ว)
ลงในดินบริเวณปลายๆ ราก หากเป็นยางที่ปลูกแล้ว 3-5 ปีก็ควรขุดหลุมลึกประมาณ 20 ซม.(ควรทำในช่วงดินนุ่ม ๆ ) สัก 2-3 หลุมแล้วใส่โพลิเมอร์ที่แช่น้ำแล้วหลุมละ 1 กระป๋องนมแล้วกลบดินทำเป็นแอ่งไว้รับน้ำหน่อยก็ดี ถ้าให้ดีขึ้นอีกก็ควรคลุมโคนก่อนเข้าหน้าแล้งด้วยครับ

สำหรับต้นทุนโพลิเมอร์(สารอุ้มน้ำ)ราคา 300 บาท/กก. ใส่ต้นยางได้ 200 ต้นหรือ 2-3 ไร่/กิโล
หากเทียบกับการต้องลงทุนปลูกซ่อมและการดูแลและรดน้ำแล้วนับว่าคุ้มค่ามากๆ
ข้มูลจำเพาะของสารอุ้มน
โพลิเมอร์(สารอุ้มน้ำ ,Highwaterabsorbingpolymer)
สารอุ้มน้ำที่ผลิตออกมจำหน่ายโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะดูดน้ำไว้ให้ได้มากมีมากมายหลาย ชนิด เช่น ModifiedStarch,Polyacrylate (sodiumpolyacrylate), PotassiumPolyacrylate เป็นต้น
ชนืดของสารอุ้มน้ำ
ส่วประกอบระกอบ
ข้อดี
ข้อเสีย
Modifide Starch
ผลิตรจากวัสดุธรรมชาติ
ประกอบด้วยโมเลกุลชอง
แป้งเซลลูโลสและนำมาเฃื่อมติดกับสารประกอบอื่น
ข้อดีราคาถูก
อัตราการดูดน้ำเร็ว
แต่ขยายตัวได้น้อย
อายุการใช้งาน
ในดินต่ำ1-3เดือนหลังจากสลายตัวแล้วแล้วอาจเป็นสาเหตุเกิดโรคในรากพืชได้
เราไม่มีขายครับ
Sodium
polyacrylate
ทำจาก100% acrylic acid
เป็นแบบเดียวกับที่ใช้ในผ้าอนามัย
หรือผ้าอ้อมเด็ก
ราคาถูกมากมีความสามารถในการดูดน้ำที่เร็วมากและเก็บน้ำในตัวสารได้เป็นอย่างดี
อายุการใช้งานสั้นตั้งแต่6เดือน-1ปี
(แต่มากกว่าModifide Starch)
ให้การคายน้ำให้พืชได้น้อยประกอบด้วยSodiumซี่งเป็นพิษต่อดินและสิ่งแวดล้อมอาจจะทำพืชตายได้เพราะสามารถดูดน้ำได้เร็วกว่ารากพืช
เราไม่มีขายครับ
Potassium Polyacrylate
ทำมาจากสาร acrylic
acidและacrylamideเป็นแบบเดียวกับที่
ใช้ในการเกษตร
ดูดน้ำอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากอยู่ในรูปของเกลือโปรแตสเซียมมีความสามารถดูดน้ำ200-400เท่ามีอายุการใช้งานยาวนาน3-5ปีใช้เป็นสารอุ้มน้ำที่มีประสิทธิภาพและย่อยสลายได้ตามธรรมชาติเป็นปุ๋ยโปรแตสเซียม
ราคาสูง
ราคาขายตกกิโลกรัมละ300บาทขายขั้นต่ำ25กิโลกรัมหรือ1กระสอบ
ซื้อ3กระสอบขึ้นราคา7000บาทต่อกระสอบครับ
ส่งฟรีทั่วประเทศสนใจติดต่อคุณไก่ 0897957635
วิธีสั้งซื้อโทรมาถามเลขบัญชี
 
สนใจติดต่อ คุณไก่ 0897957635
วิธีสั้งซื้อโทรมาถามเลขบัญชี
แล้วค่อยส่งที่อยู่มาให้ครับทางsmsก็ได้ครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น f วันที่ตอบ 2013-01-08 16:06:18 IP : 58.9.193.185



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.