ReadyPlanet.com


2013 / 2556 เช็คสินค้าเกษตร
avatar
ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์


 



ผู้ตั้งกระทู้ ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์ (prajob_200000-at-yahoo-dot-co-dot-th) กระทู้ตั้งโดยสมาชิก :: วันที่ลงประกาศ 2013-01-02 06:14:28 IP : 10.2.0.50


[1]

ความคิดเห็นที่ 8 (3419848)
avatar
ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์


เริ่มใช้โปรนี้ 
1พ.ย.2555

ซื้อ 5 ถุง  ฟรีค่าจัดส่ง 242 บาท EMS

ซื้อ 10 ถุง รับเพิ่มอีก 1 ถุง ฟรีค่าจัดส่ง 512บาท EMS

ซื้อ 15 ถุง รับเพิ่มอีก 2 ถุง+A-100 มูลค่า 200บาท ฟรีค่าจัดส่ง 637บาท EMS

***สาเหตุที่รับเพิ่มอีก เป็นค่าโอนเงิน และค่าโทรศัพท์ ค่าเสียเวลาของลูกค้าที่มีพระคุณอย่างสูงค่ะ ***

พืชที่ใช้แล้วได้ผลดี ลูกค้าการันตี ว่าประหยัดขึ้นมากๆกาแฟ,ถั่วเขียว,มันสำปะหลัง,อ้อย,มะละกอ,พริก,มะเขือเทศ,ถั่วฝักยาว,ผักสลัด,ผักกางมุ้ง,ผักไฮโดโปนิกส์,ผักสวนครัวทุกชนิด,สนามหญ้าทุกประเภท,สวนหย่อมทุกชนิด

าหารเสริมแบบเข้มข้น สูตรหมัก กลั่นกรอง เฉพาะพืช สำหรับพืชที่คุณรัก

โดย ป.เคมีภัณฑ์ ณ.สิงห์บุรี 087-9181778

ชื่อสินค้า

ขนาดบรรจุ

ใช้ช่วง

วิธีใช้งาน

ข้าวเล็ก 10-50 วัน

แตกกอ

1 กิโลกรัม

10-50วัน

ควรนำ 3อย่างบวกกันแล้วฉีดทั้งประหยัดปุ๋ยเคมี,ต้นแข็งใบตั้ง

ข้าวเขียว

1000 ซีซี

10-50วัน

เขียวทน

1 กิโลกรัม

10-50วัน

ระยะข้าวตั้งท้อง 50-70วัน

หนักแน่

1 กิโลกรัม

50-70วัน

ควรฉีดเวลาที่เหมาะสม ต้องเป๊ะๆ

เต่งตึง

1000 ซีซี

50-70วัน

ระยะข้าวออกรวงโผ่ลเผล่ 70-95วัน

เต็มเกวียน

1 กิโลกรัม

70-95วัน

รักษาเวลาฉีดให้ดีๆ ข้าวหิวเป็นเวลาค่ะ

เต่งตึง

1000 ซีซี

70-95วัน

 


http://www.4shared.com/photo/7kla2qY2/___online.html
เอกสารสำหรับตัวแทนจำหน่ายคู่หู ลั่นทุ่ง ปะทะ เขียวทน


ฝากเรื่องไว้ได้ที่บอร์ดนี้ หรือ ฝากคำถามไว้หน้าเว็ปไซต์ของทางร้านก็ได้
แม่ปุ๋ยสำหรับฉีดทางใบ ประกอบด้วย
แตกกอ สูตร 46-0-0
หนักแน่ สูตร 0-52-34
เต็มเกวียน สูตร 0-0-61
www.0879181778.blogspot.com ศึกษาข้อมูลสำคัญ

ผู้แสดงความคิดเห็น ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์ (prajob_200000-at-yahoo-dot-co-dot-th) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-04 06:46:45 IP : 10.2.0.50


ความคิดเห็นที่ 7 (3419847)
avatar
ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์ (prajob_200000-at-yahoo-dot-co-dot-th) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-04 06:37:56 IP : 125.26.112.23


ความคิดเห็นที่ 6 (3418872)
avatar
ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์

 


 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์ (prajob_200000-at-yahoo-dot-co-dot-th) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-02 07:51:09 IP : 10.2.0.50


ความคิดเห็นที่ 5 (3418871)
avatar
ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์

 ข้อมูลที่นำเสนอเป็นการรวบรวมและคัดย่อ โดยคัดเฉพาะที่มีจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก(บางกลุ่มคงไว้เพื่อความสมบูรณ์ บางชื่อยังอยู่ในระหว่างขึ้นทะเบียน) ชื่อแรกคือชื่อสามัญ ชื่อที่สองคือชื่อการค้าชื่อแรกที่นำเข้ามาจำหน่าย ตัวเลขท้ายชื่อเป็นค่าความเป็นพิษ( LD50 ตัวเลขยิ่งน้อยความเป็นพิษยิ่งมาก ตัวเลขยิ่งมากความเป็นพิษก็จะน้อยลง) จุดประสงค์ต้องการให้พวกเรารู้ว่ามีสารฯอะไรบ้าง แต่ละสารฯจัดเป็นพวกไหนกลุ่มไหน เพื่อให้การใช้ไม่ซ้ำซ้อนก่อให้เกิดความต้านทาน เลือกสลับกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์เพื่อประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน และจะพยายามสรุปสารฯที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบัน วิธีการใช้กับแมลงศัตรูต่างๆ เปิดรับทุกๆความคิดเห็น คำแนะนำเพื่อเติม

สารกำจัดแมลง (Insecticide)
กลุ่ม 1 ยับยั้งเอนไซม์อะเซทติลโคลีนเอสเตอเรส (AChE) ระบบประสาท
1A
คาร์บาเมท...........................LD50
คาร์โบฟูแรน....ฟูราดาน.....8....ดูดซึม.........ไร-ไส้เดือนฝอย เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
คาร์โบซัลแฟน............พอสซ์........200........ไส้เดือนฝอย เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
เมทโธมิล.................แลนเนท............17………....หนอน เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
อะลานีคาร์บ..............โอเรียน............440........สัมผัส-กิน
เบนฟูราคาร์บ.............ออนคอล..........138.........ไส้เดือนฝอยเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
คาร์บาริล..................เซฟวิน............850 ……หนอน แมลงเต๋าทอง
ฟีโนบูคาร์บ................บัสซ่า.............700 …..เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
ฟอร์มีทาเนท..............ไดคาร์โซล..........15..................................ไร
ไอโซโปรคาร์บ.............มิพซิน............400
เมทธิโอคาร์บ..............เมซูโรล...........100.........................ไร-ไล่นก-หอยทาก
โพรโปเซอร์................อุนเดน.............50
1B
ออแกโนฟอสฟอรัส
อะซีเฟต....................ออทีน............866........ดูดซึม-สัมผัส-ฤทธิ์ตกค้าง
ไดโครโตฟอส..............คาร์ไบครอน.......17....................ไร
ไดเมทโธเอท...............เพอร์เฟคไธออน..290...........ไร เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
โอเมทโธเอท...............โฟลิแมท............30...............ไรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
คลอไพรีฟอส...............ลอสแบน............96.......สัมผัส-กิน-ไอระเหย-แทรกซึม
ไดคลอวอส์.................ไบรอัน..............50……..เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
พีริมีฟอส-เมทธิล...........แอคเทลิก.......2,050
ไดอาซิโนน.................บาซูดิน.............300.......สัมผัส-กิน....................ไส้เดือนฝอย
อีพีเอ็น......................นิวมาน๊อค..............40................ไร หนอนกอ หนอนม้วนใบ
อีไธออน....................อีไธออน............208..........................ไรตัวอ่อน-ตัวแก่
เฟนนิโตรไธออน............ซูมิไธออน..........250....................ปูนา-ตั๊กแตน-ยุง
มาลาไธออน................ไซไธออน........2,800......................................ไร
เฟนโธเอท...................ซีเดียล.............300 …………..เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
ฟอสซาโลน..................โซโลน.............120.............ไร หนอนกอ หนอนม้วนใบ
โปรฟีโนฟอส.................ซุปเปอร์ครอน......358........ไร หนอนกอ หนอนม้วนใบ
โปรธิโอฟอส.................โตกุไธออน.......1,500
ควินัลฟอส...................ไบรูซิล..............100...................................ไร
เทมิฟอส ....................อะเบท...........4,200..........................ลูกน้ำยุง
ไตรคลอฟอน.................ดิพเทอร์เรกซ์.......250

 

กลุ่ม 2 ขัดขวางการทำงานของแกมมาอะมิโนบิวทิลลิคแอซิด(GABA)ทางช่องผ่านคลอไรด์ ระบบประสาท
2A
ไซโคลไดอีน ออแกโนคลอไรด์
เอนโดซัลแฟน................ธีโอดาน
2B
เฟนนิลไพราโซล(ฟิโพรล)
อีทิโพรล......................เคอร์บิก..........90………….เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
ฟิโพรนิล......................แอสเซนด์.............90.........เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล,หนอนกอ
แมลงที่ต้านทานสารกลุ่มคาร์บาเมท, ออแกโนฟอสฟอรัส, ไพรีทอยด์, นีโอนิโคตินอยด์ จะไม่ต้านทานสารกลุ่มเฟนนิลไพราโซล

 

กลุ่ม 3 รบกวนช่องผ่านโซเดียมในเซลล์ส่งสัญญานประสาท ระบบประสาท
3A
ไพรีทอยด์สังเคราะห์
ไบเฟนทริน...................ทอลสตาร์..............54.................................ไร-ปลวก
เบต้าไซฟลูทริน..............โฟลิเทค...............450
ไซฮาโลทริน-แอล ..........คาราเต้..................56..........ไร หนอนกอ หนอม้วนใบ
ไซเปอร์เมทริน...............ซิมบุช...................74..............................ปลวก
เบต้าไซเปอร์เมทริน..........ชิคส์...................176
ซีต้าไซเปอร์เมทริน...........ฟิวเรีย.................105
เดลตาเมทริน.................เดลต้า..................135…………หนอนกอ หนอม้วนใบ
เอสเฟนวาเลอเรท............ซูมิอัลฟา................75
อีโทเฟนพรอก................ทรีบอน..........>10,000……....เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
เฟนโปรพาทริน...............ดานิทอล................70......................................ไร
กลุ่ม 4 กระตุ้นบริเวณจุดรับนิโคตินิคอะเซทติลโคลิน ระบบประสาท
(
เพลี้ยไฟ-เพลี้ยแป้ง-เพลี้ยหอย-เพลี้ยอ่อน-เพลี้ยกระโดด-เพลี้ยจักจั่น-แมลงหวี่ขาว-หมัดกระโดด-หนอนชอนใบ-หนอนม้วนใบ-เห็บ-หมัด)
4A
นีโอนิโคตินอยด์........... ดูดซึมทั้งกลุ่ม
เอ็น-ไนโตรกัวนิดิน
อิมิดาคลอพริด........คอนฟีดอร์ โปรวาโด....450เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
ไธอะมีโทแซม..............แอคทารา.............1,563เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
โคลไธอะนิดีน..............แดนทอซ..............5,000เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
ไดโนทีฟูแรน...............สตาร์เกิ้ล...............2,000เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
เอ็น-ไซยาโนอะมิดิน
อะเซทตามิพริด.............โมแลน....................14เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
ไทอะคลอพริด..............อะแลนโต้
ไนโตรเมทธิลีน
ไนเทนไพแรม
4B
นิโคติน
กลุ่ม 5 เลียนแบบตัวกระตุ้นบริเวณจุดรับนิโคตินิคอะเซทติลโคลิน(nAChR) ระบบประสาท
สปินโนซิน (แซคคาโรโพลี่สปอร่า สปินโนซ่า)
สปินโนแซด..................ซัคเซส...............3,738
สปินเนโทแรม...........เรเดียน
กลุ่ม 6 กระตุ้นการทำงานของช่องผ่านคลอไรด์ ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
อะเวอร์เมคติน............(สเตรพโตมายเซส อะเวอร์มิติลิส)
อะบาเมคติน....................เวอร์ทิเมค.............5000.........................................ไร
อีมาเมคติน-เบนโซเอท.......โปรเคลม.................76
มิลบีมายซิน
มิลบีเมคติน
กลุ่ม 7 เลียนแบบฮอร์โมนพัฒนาตัวอ่อน ระบบเจริญเติบโต
7A
ฟีโรโมน อะนาลอก
ไฮโดรปิน...................เจนคอร์
เมโทรปิน...................พรีคอร์
7B
คาร์บาเมท
ฟีนอกซิคาร์บ................อินซีกา
7C
เฟนนิลอีเทอร์
ไพริโปรซิเฟน................ซูมิลาร์ฟ
กลุ่ม 8 ยับยั้งการทำงานหลายจุดโดยไม่เฉพาะเจาะจง
8A
เมทธิลโบรไมด์
8B
คลอโรพิคคริน
8C
ซัลฟูริลฟลูออไรด์
8D
บอแร๊กซ์
8E
ทาร์ทาร์ อิมีติค กลุ่มนี้ยังไม่มีจำหน่าย

กลุ่ม 9 หยุดยั้งการกินของแมลงในอันดับโฮมอปเทอรา ระบบประสาท
(
เพลี้ยอ่อน แมลงหวี่ขาว เพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง)
9B
ไพมีโทรซีน............เชส.....5,820
9C
ฟลอนิคามิด
กลุ่ม 10 สารควบคุมการเจริญเติบโตของไร ระบบเจริญเติบโต
10A
เฮกซีไธอะซอค...........นิสโซรัน..................5,000..............ไข่-ตัวอ่อน
10B
อีโทซาโซล
กลุ่ม 11 จุลินทรีย์ทำลายระบบทางเดินอาหาร
บาซิลลัส ทูริงจิเอนซิส (ไอซาไว อิสราเอลเลนซิส เคอสตากิ ทีนีบริโอนิส)
บาซิลลัส สพาริคัส

ความคิดเห็นที่ 4 (3418870)
avatar
ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์

 

 

ป.เคมีภัณฑ์ ณ.สิงห์บุรี

กด ถูกใจ ตรงนี่
 
 

 

ชื่อสูตร

ชื่อสามัญ

ราคาต่อ 50 ก.ก.

13-0-46

โพแทสเซียมไนเตรต

 

0-52-34

โมโนโพแทสเซียมฟอสเฟต

 

12-60-0

โมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต

 

46-0-0

ยูเรียโลว์ไบยูเร็ต

 

20-53-0

ไดแอมโมโนเนียมฟอสเฟต

 

0-0-52

โพแทสเซียมซัลเฟต

 

0-0-60

โพแทสเซียมคลอไรด์

 

0-42-56

เตตตะไพแทสเซียมไพโรฟอสเฟต

 

18-46-0

 

 

0-50-0

 

 

 

 

 

 

ถ้ามีสูตรอื่นๆ....แนะนำด้วย (มือใหม่หัดขาย) พร้อมราคา รับสินค้าที่ไหน

กลุ่มเป้าที่ใช้แม่ปุ๋ย ใคร? แนะนำด้วย จะได้ขายได้ทุกกลุ่ม

 

 ป.เคมีภัณฑ์ สาขา สิงห์บุรี  โทร.087-9181778 / prajob_200000@yahoo.co.th

***_กรุณาใช้ไฟล์เวิดนี้ตอบกลับมาด้วยครับ_***

ผู้แสดงความคิดเห็น ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์ (prajob_200000-at-yahoo-dot-co-dot-th) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-02 07:32:01 IP : 10.2.0.50

ความคิดเห็นที่ 3 (3418869)
avatar
ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์

 ตารางที่ 1 สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชตระกูลกะหล่ำ

แมลงศัตรู

สารเคมีป้องกันกำจัด

หนอนใยผัก

 

 

 

 

สารเคมีร้ายแรง

มาลาไทออน (มาลาไทออน เอสอี 57% EC) / เมโทมิล (แมกซีน 40% SP) / ไดโครโตฟอส (ไดฟอส 24% SC) / คาร์บาริล (เซฟวิน 85% WP)

 

ตัวอย่าง สารเคมีแนะนำให้ใช้ทดแทนก่อน

อะบาเม็กติน (เวอร์ทิเม็ค 1.8% EC )

แบคทีเรีย (Bt.)

ไดอะเฟนไทยูเอน (โปโล 25 % SC )

คลอร์ฟีนาเพอร์ (แรมเพจ 10 % SC )

ฟิโปรนิล (แอสเซนด์ 5 % SC)

ไซเปอร์เมทริน (น็อคทริน 35% EC)

หนอนกระทู้ผัก

หนอนกระทู้หอม

 

 

 

 

ตัวอย่าง สารเคมีแนะนำให้ใช้ทดแทนก่อน

แบคทีเรีย (Bt.)

ไดอะเฟนไทยูรอน (โปโล 25% SC)

เทบูฟีโนไซด์ (มิมิค 20%F)

คลอฟลูอาซูรอน (อาทาบรอน 5% EC)

คลอร์ฟินาเพอร์ (แรมเพจ 10% EC)

ฟลูเฟนนอกซูรอน (แคสเคด 5% SC)

ไตรฟลูมูรอน (อัลซิสติน 25% WP)

หนอนคืบกะหล่ำ 

 

 

 

สารเคมีร้ายแรง

เมโทมิล (แลนเนท 40% SP) / คาร์บาริล (เซฟวิน 85% WP) / 

ไดโครโตฟอส (ไบทีน 33% EC)

 

ตัวอย่าง สารเคมีแนะนำให้ใช้ทดแทนก่อน

อะบาเม็กติน (เวอร์ทิเม็ค 1.8% EC )

แบคทีเรีย (Bt.)

ไดอะเฟนไทยูรอน (โปโล 25 % SC )

คลอร์ฟีนาเพอร์ (แรมเพจ 10 % SC )

ฟิโปรนิล (แอสเซนด์ 5 % SC)

ด้วงหมัดผัก

 

 

สารเคมีร้ายแรง

คาร์บาริล (เซฟวิน 85% WP) / ไดโครโตฟอส (ไดฟอส 24% SC)

 

ตัวอย่าง สารเคมีแนะนำให้ใช้ทดแทนก่อน

โพรฟิโนฟอส (ซูเปอร์ครอน 50% EC)

โพรไทโอฟอส (โตกุโทออน 50% EC)  

ไธอะมีโทแซม (แอคทารา 25% WP)

อะเซทามิพริด (โมแลน 20% SP)

ตารางที่ 2 สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าว


แมลงศัตรู

สารเคมีป้องกันกำจัด

แมลงปากดูด

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

เพลี้ยกระโดดหลังขาว

เพลี้ยจักจั่นสีเขียว

เพลี้ยจักจั่นปีกลายหยัก

เพลี้ยไฟ

สารเคมีร้ายแรง

คาร์โบฟูแรน (ฟูราดาน 3% G)

ไดโครโตฟอส (คอมราด 33% SC)

คาร์บาริล (เซฟวิน 85% WP) 

 

ตัวอย่าง สารเคมีแนะนำให้ใช้ทดแทนก่อน

บูโพรเฟซิน (แอปพลอด 25% WP)

ไอโซโพรคาร์บ (แอปซิน 20% WP)

ไธอะมีโทแซม (แอคทารา 25% WP)

อิมิดาคลอพริด (แอดมาย 050 อีซี 5% EC)

ฟิโปรนิล (แอสเซนด์ 5 % SC)

หนอนกอข้าว

 

สารเคมีร้ายแรง

คาร์โบฟูแรน (ฟูราดาน 3% G)

ไดโครโตฟอส (คอมราด 33% SC)

 

ตัวอย่าง สารเคมีแนะนำให้ใช้ทดแทนก่อน

คลอร์ไพริฟอส (ลอร์สแบน 40% EC)

คาร์แทป+ไอโซโพรคาร์บ (พาแดน-มิพซิน 6 จี 3%+3% G)

เบนฟูราคาร์บ (ออนคอล 3% G)

ฟิโปรนิล (แอสเซนด์ 5 % SC)

อีโทโพรฟอส (โมแค็ป 10% G)

แมลงบั่ว

สารเคมีร้ายแรง

คาร์โบฟูแรน (ฟูราดาน 3% G)

ไดโครโตฟอส (คอมราด 33% SC)

 

ตัวอย่าง สารเคมีแนะนำให้ใช้ทดแทนก่อน

เบนฟูราคาร์บ (ออนคอล 3% G)

อีโทโพรฟอส (โมแค็ป 10% G)

เมฟอสโฟแลน (ไซโตรเลน 2% G)

โฟโนฟอส (ไดโฟเนท 5% G)

ไตรอะโซฟอส (ฮอสตาธีออน 5% G)

หนอนห่อใบข้าว

สารเคมีร้ายแรง

ไดโครโตฟอส (คอมราด 33% SC)

คาร์โบซัลแฟน (พอสซ์ 20% EC)

 

ความคิดเห็นที่ 2 (3418868)
avatar
ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์

 ตารางที่ 1 สารกำจัดวัชพืชบางชนิดที่ใช้ในนาข้าว

ชื่อสามัญของ
สารกำจัดวัชพืช

ประเภท
สารกำจัดวัชพืช

ชนิดวัชพืชที่ควบคุมได้

เวลาและวิธีการใช้

เพนดิเมทธาลิน

ก่อนและหลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้านกสีชมพู  หญ้าดอกขาว  หญ้าตีนนก  หญ้าตีนกา  หญ้าปากควาย ประเภทกก เช่น หนวดปลาดุก 
ประเภทใบกว้าง เช่น เซ่งใบมน  ผักเบี้ยหิน

พ่นทันทีหลังหว่านข้าวแห้งหรือหยอดข้าวไร่  และควรพ่นขณะดินมีความชื้น 
นาหว่านน้ำตม  พ่นระยะ  8 – 12 วัน 
หลังหว่านข้าว  แล้วไขน้ำเข้านาหลังพ่น 3 วัน  และรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

ออกซาไดอะซอน

ก่อนวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้านกสีชมพู  หญ้าแดง  หญ้าข้าวนก  หญ้าดอกขาว  หญ้าตีนนก  หญ้าตีนกา  หญ้าตีนติด  หญ้าปากควาย 
ประเภทกก เช่น กกขนาก  กกทราย 
ประเภทใบกว้าง เช่น ขาเขียด  ผักปอดนา  ผักเบี้ยหิน ประเภทเฟิร์น เช่น ผักแว่น

พ่นทันทีหลังหว่านข้าวแห้งหรือ
หยอดข้าวไร่และ ควรพ่นขณะดินมีความชื้น  นาหว่านน้ำตม  พ่นระยะ  4 – 6 วันหลังหว่านข้าว   แล้วไขน้ำเข้านาหลังพ่น 3 วัน  และรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

ออกซาไดอะซอน + 2, 4-ดี

ก่อนวัชพืชงอก + หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้านกสีชมพู  หญ้าข้าวนก  หญ้าแดง  หญ้าดอกขาว 
ประเภทกก เช่น กกขนาก  กกทราย  หนวดปลาดุก 
ประเภทใบกว้าง เช่น ขาเขียด  ตาลปัตรฤษี  ผักปอดนา  เทียนนา  ผักบุ้ง  ประเภทเฟิร์น เช่น ผักแว่น
ประเภทสาหร่าย เช่นสาหร่ายไฟ

พ่นระยะ  6 – 10 วัน หลังหว่านข้าว  แล้วไขน้ำเข้านาหลังพ่น 3 วัน  และรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

เพรททิลาคลอร์

ก่อนวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก  หญ้าดอกขาว  หญ้าแดง 
ประเภทกก เช่น กกขนาก  กกทราย  หนวดปลาดุก 
ประเภทใบกว้าง เช่น ขาเขียด  ผักปอดนา

พ่นระยะ  0 – 4 วัน หลังหว่านข้าว 
แล้วไขน้ำเข้านา  7 – 10 วัน และรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

บิวทาคลอร์

ก่อนวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก  หญ้านกสีชมพู  หญ้าดอกขาว  ประเภทกก เช่น กกขนาก  หนวดปลาดุก  กกทราย 
ประเภทใบกว้าง เช่น ขาเขียด

พ่นระยะ  4 – 6 วัน หลังหว่านข้าว 
แล้วไขน้ำเข้านาหลังพ่น 3 วัน  และรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

บิวทาคลอร์ + 2, 4-ดี

ก่อนวัชพืชงอก + หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก  หญ้าดอกขาว 
ประเภทกก เช่น กกขนาก 
ประเภทเฟิร์น เช่น ผักแว่น

พ่นระยะ 7-15 วัน หลังหว่านข้าว 
แล้วไขน้ำเข้านาหลังพ่น 3 วัน  และรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

บิวทาคลอร์ +
โพรพานิล

ก่อนวัชพืชงอก + หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก  หญ้าดอกขาว  หญ้าแดง 
ประเภทกก เช่น กกทราย  กกขนาก  หนวดปลาดุก 
ประเภทใบกว้าง เช่น ขาเขียด  ผักปอดนา  เทียนนา 
ประเภทเฟิร์น เช่น ผักแว่น

พ่นระยะ  7 – 15 วันหลังหว่านข้าว
แล้วไขน้ำเข้านาหลังพ่น 3 วัน และรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

ไพราโซซัลฟูรอน เอทธิล

ก่อนและหลังวัชพืชงอก

ประเภทกก เช่น กกขนาก  หนวดปลาดุก 
ประเภทใบกว้าง เช่น ขาเขียด  ผักปอดนา 
ประเภทเฟิร์น เช่น ผักแว่น

พ่นระยะ  6 – 20 วันหลังหว่านข้าว
แล้วไขน้ำเข้านาหลังพ่น 3 วัน และรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

ไดฟลูเฟนิแคน +
โพรพานิล

ก่อนวัชพืชงอก + หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก  หญ้าดอกขาว  หญ้าแดง 
ประเภทกก เช่น กกขนาก  หนวดปลาดุก  กกทราย 
ประเภทใบกว้าง เช่น ขาเขียด  ผักปอดนา

พ่นระยะ  7 วันหลังหว่านข้าว
แล้วไขน้ำเข้านาหลังพ่น 3 วัน และรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

เฟนแทรสซามายด์ + โพรพานิล

ก่อนวัชพืชงอก + หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก  หญ้านกสีชมพู  หญ้าดอกขาว 
ประเภทกก เช่น กกขนาก  กกทราย  หนวดปลาดุก

พ่นระยะ 7 – 10 วันหลังหว่านข้าว
แล้วไขน้ำเข้านา  หลังพ่น 3 วันและรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

ไธโอเบนคาร์บ +
2, 4-ดี

ก่อนวัชพืชงอก + หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก
ประเภทกก เช่น กกทราย  กกขนาก  หนวดปลาดุก 
ประเภทใบกว้าง เช่น ขาเขียด  ตาลปัตรฤษี

พ่นระยะ 7 – 15 วันหลังหว่านข้าว
แล้วไขน้ำเข้านา  หลังพ่น 3 วัน และรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

ไธโอเบนคาร์บ +
โพรพานิล

ก่อนวัชพืชงอก + หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก  หญ้าดอกขาว  หญ้าแดง 
ประเภทใบกว้าง เช่น ผักปอดนา
ประเภทเฟิร์น เช่น ผักแว่น

พ่นระยะ 7 – 15 วันหลังหว่านข้าว
แล้วไขน้ำเข้านา  หลังพ่น 3 วัน และรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

อะนิโลฟอส

ก่อนและหลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก  หญ้าดอกขาว  หญ้าแดง
ประเภทกก เช่น กกขนาก  หนวดปลาดุก  กกทราย
ประเภทใบกว้าง เช่น ขาเขียด  ผักปอดนา

พ่นระยะ  4 – 12 วัน หลังหว่านข้าว
แล้วไขน้ำเข้านา  หลังพ่น  3 วันและรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

โคลมาโซน +
โพรพานิล

ก่อนวัชพืชงอก + หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก  หญ้าดอกขาว 
ประเภทกก เช่น กกทราย

พ่นระยะ  8 วัน หลังหว่านข้าว
แล้วไขน้ำเข้านา  หลังพ่น  3 วัน และรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

ไซโคลซัลฟามูรอน

ก่อนและหลังวัชพืชงอก

ประเภทกก เช่น กกขนาก  หนวดปลาดุก  กกทราย 
ประเภทใบกว้าง เช่น ขาเขียด  ผักปอดนา  เทียนนา

พ่นระยะ  8 – 12 วัน หลังหว่านข้าว 
แล้วไขน้ำเข้านา หลังพ่น  3 วันและรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

ไซฮาโลฟอพ บิวทิล

หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก  หญ้าดอกขาว

พ่นระยะ  10 วัน หลังหว่านข้าว
ขณะพ่นต้องไม่มีน้ำขัง แล้วไขน้ำเข้านาหลังพ่น 3 วัน และรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

ฟีนอกซาพรอพ พี เอทธิล + เอทธอกซีซัล
ฟูรอน

หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่นหญ้าดอกขาว  หญ้าข้าวนก  หญ้านกสีชมพู  หญ้าแดง
ประเภทกก เช่นหนวดปลาดุก  กกทราย  กกขนาก
ประเภทใบกว้าง เช่น ขาเขียด  ตาลปัตรฤษี  ผักปอดนา  เทียนนา

พ่นระยะ 10 – 15 วัน หลังหว่านข้าว  ขณะพ่นต้องไม่มีน้ำขัง  และไขน้ำเข้านา
หลังพ่น  3 วันและรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ

ฟีนอกซาพรอพ พี เอทธิล

หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าดอกขาว  หญ้าข้าวนก  หญ้านกสีชมพู  หญ้าแดง

พ่นระยะ 20 – 30 วัน หลังหว่านข้าว  ขณะพ่นต้องไม่มีน้ำขัง  และไขน้ำเข้านา
หลังพ่น  3 วัน

 

บิสไพริแบก โซเดียม

หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก  หญ้านกสีชมพู 
ประเภทกก เช่น กกขนาก  กกทราย  หนวดปลาดุก
ประเภทใบกว้าง เช่น ตาลปัตรฤษี  ขาเขียด  ผักปอดนา

พ่นระยะ 8 – 30 วัน หลังหว่านข้าว
ขณะพ่นต้องไม่มีน้ำขัง  และไขน้ำเข้านา หลังพ่น  3 วัน

2, 4-ดี โซเดียม

หลังวัชพืชงอก

ประเภทกก เช่น กกขนาก  กกทราย  หนวดปลาดุก
ประเภทใบกว้าง เช่น ผักบุ้ง

พ่นระยะ 15 – 20 วัน หลังหว่านข้าว  ขณะพ่นต้องไม่มีน้ำขัง  และไขน้ำเข้านา
หลังพ่น  3 วัน

2, 4-ดี บิวทิล
ไอโซบิวทิล
ไดเมทธิล
แอมโมเนียม

หลังวัชพืชงอก

ประเภทกก เช่นกกขนาก  แห้วหมู 
ประเภทใบกว้าง เช่น ตาลปัตรฤษี  เทียนนา  ผักบุ้ง  ผักเบี้ยหิน

พ่นระยะ 15 – 30 วัน หลังหว่านข้าว  ขณะพ่นต้องไม่มีน้ำขัง  และไขน้ำเข้านา
หลังพ่น  3 วัน

โพรพานิล

หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก  หญ้านกสีชมพู  หญ้าดอกขาว

พ่นระยะ 15 – 20 วัน หลังหว่านข้าว  ขณะพ่นต้องไม่มีน้ำขัง  และไขน้ำเข้านา
หลังพ่น  3 วัน

โพรพานิล + 2, 4-ดี

หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก  หญ้านกสีชมพู  หญ้าดอกขาว  หนวดปลาดุก 
ประเภทกก เช่น กกขนาก  กกทราย 
ประเภทใบกว้าง เช่น ขาเขียด เทียนนา

พ่นระยะ 20 – 30 วัน หลังหว่านข้าว  ขณะพ่นต้องไม่มีน้ำขัง  และไขน้ำเข้านา
หลังพ่น  3 วัน

เมทซัลฟูรอน เมทธิล + เบนซัลฟูรอน
เมทธิล

หลังวัชพืชงอก

ประเภทกก เช่นหนวดปลาดุก  กกทราย  กกขนาก 
ประเภทใบกว้าง เช่น ขาเขียด  ผักปอดนา  เทียนนา
ประเภทเฟิร์นเช่น ผักแว่น

พ่นระยะ 7 – 15 วัน หลังหว่านข้าว 
ขณะพ่นต้องไม่มีน้ำขัง  และไขน้ำเข้านา
หลังพ่น  3 วัน

เมทซัลฟูรอน เมทธิล + คลอริมูรอน เอทธิล

หลังวัชพืชงอก

ประเภทกก เช่นหนวดปลาดุก  กกทราย  กกขนาก 
ประเภทใบกว้าง เช่น ขาเขียด  ผักปอดนา  เทียนนา

พ่นระยะ  20-30 วัน หลังหว่านข้าว 
ขณะพ่นต้องไม่มีน้ำขัง  และไขน้ำเข้านา
หลังพ่น  3 วัน

ควินคลอแรก

หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก  หญ้านกสีชมพู

พ่นระยะ  20 วัน หลังหว่านข้าว 
ขณะพ่นต้องไม่มีน้ำขัง 
และไขน้ำเข้านา หลังพ่น  3 วัน

ควิสซาโลฟอพ พี เทฟูริล

หลังวัชพืชงอก

ประเภทหญ้า เช่น หญ้าข้าวนก  หญ้าดอกขาว  หญ้าแดง

พ่นระยะ  20 วัน หลังหว่านข้าว 
ขณะพ่นต้องไม่มีน้ำขัง 
และไขน้ำเข้านา หลังพ่น  3 วัน

ผู้แสดงความคิดเห็น ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์ (prajob_200000-at-yahoo-dot-co-dot-th) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-02 07:30:15 IP : 125.26.114.253


ความคิดเห็นที่ 1 (3418866)
avatar
ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์

 ปุ๋ยทางใบ คือ สารที่ทำให้เป็นสารละลายแล้วฉีดพ่นทางใบเพื่อให้ธาตุอาหารแก่พืช

ชนิดของปุ๋ยทางใบ: ปุ๋ยทางใบสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

1.
ชนิดเป็นของแข็ง หรือเรียกว่าปุ๋ยเกล็ด ปุ๋ยพวกนี้ขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยเคมีบอกสูตรปุ๋ยและปริมาณธาตุอาหารรับรองไว้ในฉลาก สารเคมีซึ่งประกอบกันเป็นปุ๋ยจะต้องละลายน้ำง่าย เมื่อกสิกรต้องการใช้ก็ตวงหรือชั่งปุ๋ยแล้วละลายน้ำตามคำแนะนำก็จะใด้ปุ๋ยซึ่งสามารถใช้ได้ทันที
คลิกอ่านจากเว็ปไซต์ร้านดีกว่า
2. ชนิดเป็นของเหลว เป็นปุ๋ยที่ละลายมาในลักษณะที่เข้มข้นเมื่อต้องการใช้ก็ตวงน้ำปุ๋ยมาเจือจางด้วยน้ำตามคำแนะนำ ปุ๋ยแบบเหลวบางพวกขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยเคมีคือมีสูตรปุ๋ยและปริมาณธาตุที่รับรองบนฉลาก
ปุ๋ยเคมีทั้งชนิดเกล็ดและชนิดเหลว นอกจากจะมีธาตุหลัก คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แล้วอาจมีธาตุรองและจุลธาตุผสมอยู่ด้วย หากต้องการทราบว่าปุ๋ยนั้นๆมีธาตุใดอยู่บ้าง และมีอยู่มากน้อยเพียงใด อาจตรวจสอบได้ที่ฉลากของปุ๋ยนั้น
หลักการพิจารณาใช้ปุ๋ยทางใบ หลักการพิจารณาใช้ปุ๋ยทางใบ ควรพิจารณาด้านความเหมาะสมเรื่อง ดินพืช และด้านเศรษฐกิจ ดังนี้

1.
ด้านดิน: เนื่องจากดินเป็นแหล่งธาตุอาหารของพืชตามธรรมชาติ การบำรุงดินให้มีธาตุอาหารบริบูรณ์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ดินที่มีเนื้อดินหยาบ เช่น ดินหยาบหรือดินร่วนทราย ดินที่มีการพังทลายและชะกร่อน ดินที่มีอินทรีย์วัตถุต่ำ ดินเหล่านี้มักจะให้ธาตุอาหารแก่พืชไม่เพียงพอ สิ่งที่ควรกระทำคือ บำรุงดินด้วนปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี และป้องกันการพังทลายชะกร่อนของดิน เพื่อให้ดินมีธาตุต่างๆ เพียงพอ จึงจะถือว่าเป็นการจัดการดินอย่างถูกต้อง
เมื่อบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีตามความจำเป็นแล้ว หากปรากฎว่าพืชยังได้รับบางธาตุไม่เพียงพอก็ฉีดพ่นปุ๋ยที่ให้ธาตุนั้นเสริมเข้าไปพืชก็จะเจริญเติบโตเป็นปกติ โดยขอให้ถือว่าการบำรุงดินเป็นงานหลัก และการให้ปุ๋ยทางใบเป็นงานเสริมและทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
2.
ด้านพืช: การให้ปุ๋ยทางใบนิยมกันในหมู่ชาวสวนผักและไม้ผล สำหรับข้าวและพืชไร่นั้นใช้กันน้อย ชาวสวนผักบางรายนิยมให้ปุ๋ยทางใบในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งจะช่วยให้ผักไม่แกร็น และเจริญเติบโตดีขึ้นเมื่อพิจารณาจากราคาผักค่อนข้างดีในฤดูแล้ง พบว่า การให้ปุ๋ยทางใบกับผักกินใบนั้นให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ไม้ผล การให้ปุ๋ยทางใบมักปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตในบางขั้นตอนของพืชเช่น ฉีดพ่นปุ๋ยที่มีสัดส่วนของฟอสฟอรัสค่อนข้างสูงก่อนออกดอก เพื่อให้การออกดอกและติดผลดีขึ้น ใช้ปุ๋ยที่มีสัดส่วนของโพแทสเซียมค่อนข้างสูง เมื่อติดผลแล้วเพื่อให้ผลโตและรสชาดดีขึ้น ชนิดของปุ๋ยทางใบที่ให้กับไม้ผลมักจะสอดคล้องกับปุ๋ยที่ให้ทางดิน อย่างไรก็ตามควรถือว่าการให้ปุ๋ยทางใบเป็นการเสริมปุ๋ยทางดิน
ศึกษาตำราจากการปฏิบัติงานจริง คลิก!!!!!!!
3.
ด้านเศรษฐกิจ : ขณะนี้ด้านผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการใช้ปุ๋ยทางใบ ยังไม่ได้มีการค้นคว้าอย่างจริงจัง จึงยังไม่อาจกล่าวได้ว่าการให้ปุ๋ยทางใบกับพืชแต่ละชนิดเป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่ แต่ในแง่ของผู้ผลิตที่มีราคาค่อนข้างแพง เช่น ผักและผลไม้ซึ่งมีการลงทุนสูงอยู่แล้ว การให้ปุ๋ยทางใบกับพืชเหล่านั้นอย่างเหมาะสม จะเพิ่มต้นทุนอีกเล็กน้อยผู้ผลิตรายใหญ่จึงยังให้ปุ๋ยทางใบกันอยู่

วัตถุประสงค์ของการใช้ปุ๋ยทางใบ การใช้ปุ๋ยทางใบมีวัตถุประสงค์หลักในการใช้อยู่ 4 ประการ คือ
เพื่อแก้ไขอาการขาดธาตุอาหาร : ในดินด่างพืชมักขาดธาตุเหล็ก (Fe) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) แมงกานีส (Mn) และโบรอน (Bo)การให้ปุ๋ยฟอสเฟตอัตราสูงก็คงเป็นเหตุให้พืชขาดสังกะสีได้เช่นกัน การใส่ปุ๋ยจุลธาตุเหล่านั้นทางดินในรูปเกลืออินทรีย์ ก็มักจะตกตะกอน และไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชเต็มที่แต่ถ้าใช้ปุ๋ยจุลธาตุคีเลในดินก็ย่อมเสสียค่าใช้จ่ายสูง วิธีการแก้ไข คือ ใช้สารละลายของเกลือจุลธาตุดังกล่าวฉีดพ่นทางใบ ซึ่งเป็นวิธีที่ให้ผลเร็วและชัดเจนกว่าการให้ทางดิน แต่อย่างไรก็ตามดินยังเป็นทรัพยากรหลักในการผลิตพืชและถือว่าดินเป็นแหล่งธาตุอาหารที่สำคัญสำหรับพืช การบำรุงดินตามหลักการทีกล่าวข้างต้นจึงเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้การใช้ปุ่ยทางใบจึงอาจยอมรับเข้ามาเสริมความสมบูรณ์ของการผลิต โดยเฉพาะช่วยแก้ไขการขาดธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม ดังนี้

 2.
เพื่อเพิ่มคุณภาพและผลผลิต : ปุ๋ยทางใบที่มีสัดส่วนของไนโตรเจนดังนั้นเป็นที่นิยมใช้กันมาก คือ ราวร้อยละ 50 ของปุ๋ยทางใบทั้งหมด เมื่อนำมาใช้ร่วมในการผลิตผักและช่วยให้ผักดูอวบและเขียวสด เนื่องจากไนโตรเจน ส่งเสริมการเติบโตของต้นและใบยังช่วยเพิ่มปริมาณของคลอโรฟิลล์ในใบ

ปุ๋ยทางใบชนิดเกล็ดที่มีสัดส่วนของฟอสฟอรัสสูงได้รับความนิยมรองลงมา คือ ใช้ประมาณร้อยละ 28 ปุ๋ยประเภทนี้ช่วยเพิ่มคุณภาพของไม้ดอกไม้ประดับ หากใช้เสริมในไม้ผลก่อนการออกดอกจะช่วยให้ดอกสมบูรณ์

ปุ๋ยทางใบที่มีสัดส่วนของโพแทสเซียมสูง ใช้กันเพียงร้อยละ 11 ของปุ๋ยทางใบทั้งหมดเพื่อเสริมธาตุนี้ในช่วงการพัฒนาของผลในไม้ผลหลายชนิดและช่วยให้รสชาติของผลไม้ดีขึ้น

 3.
เพื่อช่วยให้พืชฟื้นตัวจากปัญหาความขาดแคลนในบั้นปลาย : สำหรับพืชล้มลุกโดยทั่วไป เมื่อย่างเข้าสู่ผลิดอกออกผล อินทรีย์สารต่าง ๆ ที่เคยสะสมไว้ในใบจะเริ่มเคลื่อนย้ายไปสร้างผล เป็นเหตุให้รากพืชได้รับอาหารน้อย ในช่วงนี้การเจริญเติบโตของระบบรากจึงหยุดลง แต่รากก็ยังต้องทำหน้าที่ต่อไปด้วย ประสิทธิภาพที่ต่ำ ปริมาณของธาตุอาหารที่ดูดได้จากดินก็น้อยลงไปด้วย สำหรับในพืชตระกูลถั่วนั้นช่วงนี้ปมรากอาจขาดอาหารจึงเริ่มเน่าและหลุดจากราก ขณะที่รากดูดธาตุไนโตรเจนได้น้อยลง และไม่มีกิจกรรมการตรึงไนโตรเจนอีก พืชจึงไม่มีไนโตรเจนเพียงพอแก่การบำรุงลำต้น ใบ ดอก และผล ในช่วงนี้ไนโตรเจนจากใบจะเคลื่อนย้ายไปสร้งผลเป็นเหตุให้ใบเหลืองและในที่สุดก็แห้งตาย พืชตระกูลถั่วมักประสบปัญหานี้ได้มากกว่าพืชตระกูลหญ้าเพราะใช้ไนโตรเจนมากกว่า ดังนั้นการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนทางใบแก่พืชเหล่านี้ในช่วงที่ออกดอก จะช่วยชะลอการร่วงของใบและมีแนวโน้มจะเพิ่มผลผลิตได้ด้วย

       
4.
เพื่อวัตถุประสงค์อื่น : เช่น บังคับให้มะม่วงออกดอกและติดผลนอกฤดูโดยการใช้สารพาโคลบิวทราโซล รดที่พื้นดินใต้พุ่มต่อจากนั้นประมาณ 75–90 วัน ก็กระตุ้นให้แตกตาดอกโดยฉีดพ่นด้วยสารละลายโพแทสเซียมไนเตรท 2.5% หรือไทโอยูเรีย 0.5% ซึ่งจะช่วยให้มะม่วงแทงช่อดอก 2 สัปดาห์
ข้อควรระวังในการใช้ปุ๋ยทางใบ
-
ละลายหรือผสมปุ๋ยกับน้ำในอัตราส่วนที่แนะนำ อย่าผสมให้เข้มข้นเกินไป จะทำให้ใบพืชไหม้

-
ปุ๋ยทางใบจะช่วยแก้ปัญหาการขาดธาตุอาหารได้ดี ถ้าฉีดพ่นปุ๋ยที่ให้ธาตุนั้นเร็วที่สุด ถ้ามีอาการรุนแรงมากแล้วการใช้ปุ๋ยทางใบจะไม่เกิดผล

-
ควรถือว่าการใช้ปุ๋ยทางใบเป็นเพียงการเสริม แต่การบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีทางดินเป็นงานหลัก หากบำรุงดีแล้วไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยทางใบ
หลากคำถามเรื่องปุ๋ยทางใบ

 

********************************

 
หลากคำถามเรื่องปุ๋ยทางใบ (foliar fertilizer)

1.
พืชสามารถ ดูดสารอาหารเข้าทางใบได้หรือไม่

ตอบ : อาหารส่วนใหญ่ที่พืชใช้ จะได้มาจากการดูดซึมของระบบราก ในส่วนของใบเองจะมีหน้าที่รับแสง และสังเคราะห์แสง รับและคายน้ำ จากงานวิจัยพบว่า สารอาหารต่างๆ สามารถซึมเข้าสู่ใบพืชได้เช่นกัน แม้จะไม่มากเท่ากับสารอาหารที่ได้มาจากระบบราก แต่ก็มีปริมาณที่มากพอให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  ทั้งนี้เกษตรกรอาจคุ้นเคยกับการทำงานของ ไกลโฟเสต หรือยาฆ่าหญ้า ซึ่งจะออกฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์แสงของพืช ซึ่งสารไกลโฟเสตนี้ พืชดูดซึมผ่านทางใบ จะเห็นว่าใช้เพียงปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น

2.
จริงหรือไม่ที่ ให้สารอาหารทางใบ ออกฤทธิ์ ได้เร็วกว่า การให้ผ่านทางระบบราก

ตอบ : จริง เพราะจริงๆ แล้วสารอาหารต่างๆ ที่พืช ดูดซึมมา จะต้องถูกลำเรียงมาที่ใบ เพื่อผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงให้เป็นอาหาร จากนั้นอาหารเหล่านี้จะถูกลำเลียงไปยังส่วนต่างๆของพืชอีกที ดังนั้นสารอาหารที่ให้ทางใบจะเข้าสู่กระบวนสังเคราะห์แสงทันที ที่เริ่มสัมผัสกับพืช จะเห็นว่าการให้สารอาหารทางใบจะเป็นการเพิ่มปริมาณสารอาหารบนใบพืช จากปกติที่ระบบรากของพืชสามารถหามาได้

3. ในเมื่อการให้อาหารทางใบ มีประโยชน์ เราสามารถ นำปุ๋ยเม็ดมาละลายน้ำ แล้วฉีดพ่นให้กับพืชได้หรือไม่

ตอบ : ไม่ได้ เพราะสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับพืช เมื่อฉีดพ่นทางใบ ต้องเป็นสารอาหารที่พืชสามารถนำไปสังเคราะห์แสงได้ทันที ปุ๋ยเม็ดที่เกษตรกรใช้ส่วนใหญ่ จะเป็นเกลือของสารประกอบ ซึ่งต้องผ่านการคัดกรองโดยระบบรากเท่านั้น พืชจึงจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ มิหนำซ้ำ ปุ๋ยบางชนิดอาจทำอันตรายพืช เมื่อให้ทางใบ

4.
ทำไม การให้ปุ๋ยทางใบ จึงมีปริมาณสารอาหารเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการให้ทางราก

ตอบ : เนื่องจากการให้ปุ๋ยทางใบ สารอาหารต่างๆ ต้องอยู่ในสภาพที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ทันที สารอาหารจึงมีความบริสุทธิ์สูง และการให้ทางใบ มีการสูญเสียไปกับสภาพแวดล้อมต่ำมาก เมื่อเทียบกับการให้ทางราก สารอาหารบางตัว การให้ทางใบเพีบง 1 กิโลกรัม จะให้ผลเท่ากับการให้ทางราก 20 กิโลกรัมทีเดียว

5.
ทำไมสารอาหารทางใบจึงมีราคาแพง จะคุ้มค่าหรือไม่

ตอบ : เนื่องจากสารอาหารต่างๆ ที่จะให้ทางใบได้ จะต้องถูกนำไปผ่านกระบวนการสลาย ให้อยู่ในรูปที่พืช สาม่รถดูดซึมทางใบ และนำไปใช้สังเคราะห์แสงได้ทันที ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนกว่า แต่จากที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สารอาหารทางใบมีความบริสุทธิ์สูง จึงใช้เพียงปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น และต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยทางดิน หากมองผลผลิตที่เพิ่มขึ้น นับว่าคุ้มค่ากว่ามาก

6.
สารอาหารทางใบ ใส่ไปเพียงเล็กน้อย จะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้อย่างไร

ตอบ : จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ปริมาณสารอาหารส่วนใหญ่ที่พืชใช้ในการสร้างผลผลิต ยังคงมาจากระบบราก ซึ่งในการเพาะปลูกจริงปริมาณอาหารถูกจำกัดโดย ประสิทธิภาพของระบบราก ซึ่งจะดี ไม่ดีขึ้นอยู่กับสภาพดินและคุณภาพน้ำ รวมทั้งโรคต่างๆ ซึงการให้สารอาหารทางใบ จะให้สารอาหารกับพืชเพิ่มขึ้นจากที่ระบบรากหาได้ การให้โดยตรงที่ใบ จะทำให้อัตราการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้น ซึ่งกระบวนการสังเคราะห์แสงที่เพิ่มขึ้น จะกระตุ้นให้พืชดูดน้ำมากขึ้น ทำให้ระบบรากนำพาสารอาหารเข้าไปในลำต้นมากขึ้นด้วย และการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้นอีก คล้ายปฏิกริยาลูกโซ่ จึงส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

7.
เมื่อให้สารอาหารทางใบแล้ว จำเป็นต้องให้ทางรากด้วยหรือไม่

ตอบ : จำเป็นต้องให้ทางรากด้วย เพราะจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า การให้สารอาหารทางใบ เป็นการกระตุ้นให้พืชดูดสารอาหารทางรากมากขึ้น และลดข้อจำกัดของระบบรากในพืช แต่ปริมาณสารอาหารส่วนใหญ่ จำเป็นต้องมาจากระบบราก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น

8.
เราสามารถให้สารอาหารทางใบ กับพืชทุกชนิดหรือไม่

ตอบ : เกือบทุกชนิด แต่ประสิทธิภาพในการรับสารอาหารทางใบของพืชแต่ละชนิดไม่เท่ากัน พืชที่มีใบใหญ่ ปากใบกว้างและเปิดนานกว่า จะดูดซึมได้ดีกว่า ซึ่งในพืชบางชนิด อัตราการดูดซึมปุ๋ยทางใบ ไม่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับผลผลิตที่เพิ่ม

9.
เราควรฉีดพ่น อาหารทางใบให้กับพืชช่วงไหนดี

ตอบ :<

ผู้แสดงความคิดเห็น ป.เคมีภัณฑ์ ชำนาญเรื่องนาข้าวทุกสายพันธุ์ (prajob_200000-at-yahoo-dot-co-dot-th) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-02 07:27:03 IP : 125.26.114.253



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.