ReadyPlanet.com


.ใครคิดจะปลุกไม้ยืนต้นต้องอ่านนี่ครับ
avatar
a


ท่านรุ้จักเขื้อไรโซเเบียมหรือเปล่าครับที่อยู่ในรากถั่วนะครับ

นี่หลักการก็ตล้ายกันนะครับสามารถครึงไนโคเจนในอากาศได้

เพียงแต่ว่ามันอยู่ได้กับรากพืชทุกชนิดช่วยรักษาดูแลปรับค่า ph ในดินของท่าน

คอนนี้ที่เมืองนอกตื่นตัวกับเชื้อตัวนี้มากเลย

ใส่เพียงแค่ครั้งเดียวมันจะอยุ่กับรากพืชของท่านจนกว่าต้นจะตายเลย

ผมเคยเสนอเป็นสินค้าขายตรงแล้ว

แค่ว่าการเป็นผลชัดเจนภายใน15วันบวกกับการใช้แค่ครั้งเดียว

และก็เหมาะสมที่สุดกัยต้นพึ่งจะปลุกทำห้ไม่สนใจครับ

ซึ่งมีผลวิจัยดังนี้ครับการวิจัยเกี่ยวกับราไมคอร์ไรซาทางด้านป่าไม้ในประเทศไทย

ไมคอร์ไรซามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคทางระบบรากของกล้าไม้และต้นไม้ ช่วยเพิ่มพื้นที่ ผิวของรากทำให้มีีประสิทธิภาพในการดูดชับน้ำและอาหารให้แก่ต้นไม้มากกว่าปกติ ช่วยทำให้เกิดการหมุนเวียน ของธาตุอาหารในดินดีขึ้น ช่วยเปลี่ยนแปลง แร่ธาตุอาหารในดินจากสภาพที่ต้นไม้นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ ให้กลายสภาพที่ต้นไม้นำไปใช้ประโยชน์ได้ ช่วยทำให้ระบบรากของต้นไม้ มีความแข็งแรงมีอายุยืนยาวนาน ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงแห้งแล้ง ความรุนแรงของสภาพดินฟ้าอากาศ เช่น ร้อนจัด หนาวจัด สารพิษ
ในดิน ความเป็นกรดหรือด่างที่มากหรือน้อยเกินไปเป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถช่วยทำให้กล้าไม้มี อัตราการรอดตายสูง และช่วยเร่งให้ต้นไม้มีอัตราเจริญเติบโตสูงถึง 1-5 เท่าจากอัตราปกติ

ได้มีการศึกษาไมคอร์ไรซากันอย่างกว้างขวางพบว่าเชื้อราไมคอร์ไรซาจะมีมากในดินป่าธรรมชาติซึ่งมีพันธุ์ไม้ ขึ้นอยู่หนาแน่นไม่ถูกรบกวน ส่วนในป่าท้องที่เสื่อมโทรมถูกแผ้วถางทำไร่ เลื่อนลอยนาน ๆ เชื้อราจะถูกชะล้างลอยไปตามหน้าดิน ที่ถูกน้ำฝนชะล้างไหลลอยไปตาม ลำห้วย ลำธาร และแม่น้ำต่าง ๆ จึงทำให้ท้องที่ป่าแหล่งเสื่อมโทรมขาดแคลนเชื้อราไมคอร์ไรซาได้

อนิวรรตและธีรวัฒน์ (2525) ได้ทำการสำรวจและศึกษาเอคโตไมคอร์ไรซาในระบบนิเวศน์ป่าดิบแล้ง บริเวณสถานี วิจัยสิ่งแวดล้อม สะแกราช ต.วังน้ำเขียว อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา พบพันธุ์ไม้จำนวน 4 วงศ์ 6 สกุล รวม 8 ชนิด หรือ ประมาณ 5.71% เป็นเอคโตไมคอร์ไรซา ได้แก่ ไม้ วงศ์ Caesalpiniaceae : มะค่าโมง, วงศ์ Dipterocarpaceae : ยางขาว, ยางปาย, ตะเคียนหิน, ตะเคียนทอง, เคี่ยมคะนอง, วงศ์ Fagaceae : ก่อขี้หมู และวงศ์ Rubiaceae : คัดเค้า มีพันธุ์ไม้จำนวน 4 วงศ์ 4 สกุล รวม 4 ชนิด หรือประมาณ 2.85% เป็นเอคเทนโดไมคอร์ไรซา มีพันธุ์ไม้
จำนวน 42 วงศ์ 89 สกุล 113 ชนิด หรือประมาณ 80.71% เป็นเอ็นโดไมคอร์ไรซา ผลการสำรวจชนิด ของเห็ดรา ไมคอร์ไรซา ที่น่าจะมีศักยภาพเป็น เอคโตไมคอร์ไรซา ได้แก่ เห็ดราในวงศ์ Russulaceae : เห็ดไคลหลังเขียว, เห็ดน้ำแป้ง, เห็ดไคลหลังขาว, เห็ดน้ำหมาก และ เห็ดหาด, วงศ์ Boletaceae : เห็ดน้ำผึ้ง, วงศ์ Cortinariaceae : เห็ดขี้เถ้า และวงศ์ Sclerodermataceae : เห็ดเผาะ

สมบูรณ์ (2532) ทำการศึกษาผลกระทบของการเพาะเชื้อเอคโตไมคอร์ไรซา Pisolithus tinctorius (Pers.)
Coker & Couch ต่อ การเจริญเติบโตและการดูดซับธาตุอาหารของกล้าไม้ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส และสนคาริเบียที่ปลูกบนมูลดินเหมืองแร่ พบว่า เมื่อกล้าไม้มีอายุ 6 เดือน กล้าไม้ที่ปลูกราเอคโตไมคอร์ไรซา มีการเจริญเติบโตด้านความสูง เส้นผ่าศูนย์กลางที่ระดับคอราก มวลชีวภาพ น้ำหนักแห้ง ปริมาณธาตุฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม สูงกว่ากล้าไม ้ที่ไม่ได้ปลูก ราเอคโตไมคอร์ไรซาอย่างมีนัยสำคัญ

ธีระวัฒน์ (2533) ได้รายงานผลการทดลองการปลูกราเอคโตไมคอร์ไรซา P.tinctorius ให้กับกล้าไม้สนสามใบ และสนคาริเบีย พบว่า การเจริญเติบโตทางเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับคอรากมวลชีวภาพน้ำหนักแห้ง ปริมาณการดูดซับ ธาตุฟอสฟอรัสในส่วน ของใบ ลำต้น และราก มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างทรีทเมนต์ โดยที่ทรีทเมนต์ ที่ใส่ดินเชื้อให้ผลดีที่สุด รองลงมาได้แก่ ทรีทเมนต์ที่ใส่่สปอร์ ทรีทเมนต์ที่ใส่เส้นใย และทรีทเมนต์ที่ไม่ได้ปลูก ราเอคโตไมคอร์ไรซา ตามลำดับ

การวิจัยเกี่ยวกับราเวสสิคูลาร์-อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซาทางด้านป่าไม้ในประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการมาเมื่อ ประมาณปี พ.ศ.2526 หรือประมาณ 15 ปีมานี้เอง ส่วนใหญ่เป็นการสำรวจความหลากหลายของชนิดพันธุ์ และการกระจายพันธุ์ รวมถึงความสัมพันธ์กับ พันธุ์ไม้ชนิดต่าง ๆ พบว่าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของพันธุ์ไม้ป่า มีความสัมพันธ์กับราเวสสิคูลาร์- อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซา

การสำรวจความหลากหลายและการจำแนกชนิดราเวสสิคูลาร์-อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซาในระบบนิเวศป่าเต็งรัง
ป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณ หรือ ป่าผสมผลัดใบของประเทศไทย เปรียบเทียบกับชนิดพันธุ์ของโลกที่พบ ปรากฏว่าในระบบนิเวศ ป่าไม้ของไทย มีประมาณ 47 ชนิด จากชนิดพันธุ์ของราเวสสิคูลาร์-อาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา ที่รู้จักชื่อแล้วในโลกนี้ ประมาณ 167 ชนิด (Hawksworth และคณะ,1995; Schenck และ Perez, 1988)
หรือคิดเป็น 28.1 เปอร์เซ็นต์ของที่โลกรู้จัก สกุล (genus) ที่พบมากที่สุดได้แก่ สกุล Glomus มีประมาณ 20 ชนิด หรือ 23.6 เปอร์เซ็นต์ของโลก รองลงไปได้แก่ สกุล Acaulospora 8 ชนิด (24.2 เปอร์เซ็นต์ของโลก) Scutellospora 8 ชนิด (27.6 เปอร์เซ็นต์ของโลก) Sclerocystis 6 ชนิด (75.0 เปอร์เซ็นต์ของโลก) Gigaspora 3 ชนิด (37.5 เปอร์เซ็นต์ของโลก) และ Entrophospora 2 ชนิด (50.0 เปอร์เซ็นต์ของโลก) (Chalermpongse, 1987; Yantasarth และ Poonsawat, 1996)

ในระบบนิเวศป่าไม้ของไทยที่สำรวจพบว่ามี 47 ชนิดนั้น พบในระบบนิเวศป่าเต็งรัง 28 ชนิด ส่วนใหญ่เป็นสกุล Glomus คือ พบถึง 14 ชนิด รองลงไปได้แก่สกุล Scutellospora 6 ชนิด Acaulospora 3 ชนิด Entrophospora 2 ชนิด Gigaspora 2 ชนิด และสกุล Sclerocystis 1 ชนิด ส่วนระบบนิเวศป่าไม้ ที่มีชนิดพันธุ์ของราเวสสิคูลาร์-อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซารองลงไป ได้แก่ ระบบนิเวศป่าดิบแล้ง มีทั้งสิ้น 25 ชนิด ได้แก่ สกุล Glomus 9 ชนิด Acaulospora 8 ชนิด Sclerocystis 3 ชนิด Scutellospora 3 ชนิด Entrophospora 1 ชนิด และ Gigaspora 1 ชนิด สำหรับระบบนิเวศป่าเบญจพรรณ หรือป่าผสมผลัดใบ มีราเวสสิคูลาร์-อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซาน้อยที่สุด รวม 22 ชนิด ได้แก่สกุล Glomus 8 ชนิด Sclerocystis 6 ชนิด Scutellospora 3 ชนิด Acaulospora 2 ชนิด Gigaspora 2 ชนิด และสกุล Entrophospora มีเพียง 1 ชนิดเท่านั้น

Yantasarth และ Poonsawat (1996) ได้ทำการศึกษาในแปลงทดลองบริเวณสถานีวิจัยลุ่มน้ำแม่กลอง อำเภอ ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โดยแบ่งพื้นที่ทดลองออกเป็น 5 แปลงทดลอง รายงานว่าในระบบนิเวศป่าไม้ที่มี หญ้าขึ้นปกคลุมพื้นดิน จำนวนมาก พบราเวสสิคูลาร์-อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซา ค่อนข้างสูงและปริมาณมาก และ ยังพบด้วยว่า ในแปลงทดลองที่เป็นทุ่งหญ้ามีปริมาณของรา เวสสิคูลาร์-อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซาถึง 32 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณทั้งหมด รองลงไปได้แก่ แปลงสวนสักอายุน้อย (young teak plantation) 26 เปอร์เซ็นต์ ป่าธรรมชาติ
22 เปอร์เซ็นต์ และสวนสักอายุมาก (old teak plantation) 18 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ทั้งนี้เป็นเพราะหญ้ามีปริมาณ ของ รากหาอาหารในปริมาณสูงต่อหน่วยพื้นที่ เมื่อเปรียบเทียบกับป่าไม้ที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่มาก ๆ แต่จะมี ปริมาณรากหาอาหารน้อยไม่หนาแน่นเหมือนทุ่งหญ้า อย่างไรก็ดีปัจจัยแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของ ราเวสสิคูลาร์-อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซา ยังขึ้นอยู่กับชนิดของพืชอาศัย (host plants) คุณสมบัติต่าง ๆ ของดิน เช่น ความเป็นกรด-ด่างของดิน (soil pH) ความพรุนของดิน (soil aeration) ธาตุอาหารในดิน (soil nutrients)
อุณหภูมิของดิน ปริมาณน้ำฝน ความชื้นในดิน และจุลินทรีย์ในดิน เป็นต้น

ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ของกรมป่าไม้ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 60 แห่งได้มีการเสนอแนะจากสำนักวิชาการ ป่าไม้ให้ใช้ดินเชื้อ (soil inoculum) จากป่าธรรมชาติที่มีราไมคอร์ไรซาผสมอยู่ในดินและมีรากพืชที่มีราไมคอร์ไรซาอยู่ นำไปผสมกับดินแปลงเพาะในอัตราส่วน 10-20 เปอร์เซ็นต์ พบว่าช่วยให้กล้าไม้มีจุลินทรีย์ไมคอร์ไรซา เกิดติดกับรากต้นกล้าที่เพาะใหม่่ได้้เป็นอย่างดี เพราะราเวสสิคูลาร์-อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซายังไม่สามารถ เพาะเลี้ยงในอาหารเทียมได้ดีเหมือนราเอคโตไมคอร์ไรซา (อนิวรรต,2540)

Ogawa (1992) ได้ทำการศึกษาการใช้ผงถ่านจากไม้ (wood charcoal) ทั้งที่กรมป่าไม้ และที่ประเทศญี่ปุ่น โดยทำการศึกษา การใช้ผงถ่านจากไม้ 3-5 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับดินเพาะชำกล้าสัก ข้าวโพด ข้าวฟ่าง หญ้า และ พืชตระกูลถั่ว ที่มีราเวสสิคูลาร์- อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซา ชนิด Glomus fasciculatus (Thax.senu Gerd.) Gerd. & Trappe และ Gl. mosseae (Nicol. & Gerd.) Gerd. &Trappeพบว่าจะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของกล้าไม้ และมีการสร้างราเวสสิคูลาร์-อาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาของกล้าไม้ดีขึ้นกว่าปกติ

จากการรายงานการวิจัยของกิตติมา (2541) ซึ่งได้ทำการปลูกเชื้อราเวสสิคูล่าร์-อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซา (VAM) 6 ชนิด ให้กับกล้าสัก ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พบว่ากล้าสักที่ได้รับการปลูกเชื้อมีการเจริญเติบโต ทางด้านความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับคอราก น้ำหนักแห้งส่วนยอด น้ำหนักส่วนราก และน้ำหนักแห้งรวม มากกว่ากล้าสักที่ไม่ได้ ปลูกเชื้อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

แม้ว่าในระบบนิเวศน์วิทยาของป่าธรรมชาติชนิดต่าง ๆ ของประเทศไทยจะมีเชื้อราไมคอร์ไรซากระจายพันธุ์ุ์อยู่ โดยทั่วไปก็ตาม แต่ในบางท้องที่โดยเฉพาะในท้องที่ป่าเสื่อมโทรมซึ่งถูกแผ้วถาง มีการทำไม้หรือทำไร่เลื่อนลอยนาน ๆ หน้าดินถูกชะล้างให้เสื่อมสภาพ ไปมากคือ ประมาณ 40-50 % (พงษ์ศักดิ์ และคณะ, 2523)เชื้อราจะมีอยู่อย่างจำกัด หรือเกิดการขาดแคลนขึ้นได้ ฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งจะต้อง มีการเพาะเลี้ยงเชื้อราไมคอร์ไรซาที่มีประโยชน์เหมาะสม ขยายพันธุ์แล้วนำไปปลดปล่อย และเพาะปลูกเพิ่ม ให้แก่กล้าไม้ ก่อนนำไปปลูกสร้างเป็นสวนป่าใหม่จึงจะสามารถทำได้ ต้นไม้มีอัตราการ รอดตายสูง และมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วขึ้น แต่ถ้าต้นไม้ที่นำไปปลูกสร้างสวนป่าใหม่ ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เกี่ยวกับเชื้อราไมคอร์ไรซา โดยใช้วิธีคัดเลือกพันธุ์เชื้อราไมคอร์ไรซา ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ดีแล้ว มักจะพบเห็นเสมอว่า ต้นกล้าหรือต้นไม้ที่นำไปปลูกใหม่จะ มีอัตราการตายสูง การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างช้า และแคระแกรน ซึ่งมีผลทำให้โครงการปลูกสร้างสวนป่าล้มเหลว และไม่ประสบผลตามเป้าหมาย เท่าที่ควร ฉะนั้นจึงมีความจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาวิจัย ว่าในระบบ นิเวศน์วิทยาป่าไม ชนิดและประเภทต่าง ๆ ของเรานั้น มีพันธุ์ไม้ชนิดใดบ้าง ที่มีความสัมพันธ์แบบ ไมคอร์ไรซากับเชื้อราชนิดใดบ้าง เพื่อที่จะนำความรู้นี้ไปดำเนินการคัดเลือกพันธุ์ชนิด ของเห็ดราที่เหมาะสม ไปเพาะขยายพันธุ์ปลูกกับกล้าไม้้เพื่อดำเนินการปลูกสร้างสวนป่า ให้ได้ผลสมความมุ่งหมายต่อไป

ที่มาhttp://www.dnp.go.th/foremic/fmo/mycorrhiza.htm

สนใจติดต่อสอบสอบถามได้ที่คุณไก่ 0897957635



ผู้ตั้งกระทู้ a :: วันที่ลงประกาศ 2012-05-11 10:27:41 IP : 115.87.226.214


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.