ReadyPlanet.com


ประเทศที่มีการเพาะปลูกมากที่สุดของโลก
avatar
เด็กร้อบวิชา


 

ในช่วงปี ค.ศ. 1996 ถึง 2006 นั้นบราซิลสามารถเพิ่มผลผลิตการเกษตรที่เก็บเกี่ยวได้มากถึง 365% สามารถส่งออกเนื้อวัวเพิ่มขึ้นได้สิบเท่าจนกลายเป็นผู้ส่งออกเนื้อวัวอันดับหนึ่งของโลก รวมทั้งสุกร อ้อย และเอทานอลด้วยส่วนถั่วเหลืองนั้นก็ยังเป็นรองแค่สหรัฐเท่านั้น ในเวลาเดียวกันบราซิลก็เป็นประเทศเกษตรกรรมที่ใช้เงินอุดหนุนเกษตรกรน้อยที่สุดด้วย คือ ราว 5-6% ของรายได้ภาคเกษตรทั้งหมดในแต่ละปีเท่านั้น เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของทั้งกลุ่ม OECD ที่ 26%
โดยพื้นฐานแล้ว บราซิลมีความได้เปรียบด้านการเกษตรสูงมากในโลกเพราะประเทศนี้มีที่ดินที่มีศักยภาพสำหรับการเพาะปลูกมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกในขณะเดียวกัน ยังเป็นประเทศที่มีปริมาณฝนตกมากและก็ตกในพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ด้วยหากคิดคำนวณเป็นพื้นที่เกษตรที่มีปริมาณฝนเพียงพอต่อการเพาะปลูกแล้วก็ถือว่ามีมากถึงหนึ่งในสี่ของทั้งโลกเลยทีเดียว
อันที่จริงข้อได้เปรียบเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่บราซิลมีมานานแล้วแต่ปัจจัยที่ทำให้บราซิลประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเพิ่มผลผลิตการเกษตรในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา คือ การนำเทคโนโลยีเพิ่มพื้นที่การเกษตรและผลผลิตการเกษตรมาใช้อย่างเข้มข้นบราซิลเปลี่ยนพื้นที่แบบทุ่งหญ้าซึ่งมีอยู่อย่างมากมายในประเทศให้กลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกอย่างต่อเนื่องด้วยการปรับปรุงคุณภาพดินจนทำให้ทุกวันนี้ พื้นที่แถบทุ่งหญ้าของบราซิลได้กลายมาเป็นพื้นที่การเกษตร 70% ของที่ทำอยู่ทั้งหมด โดยที่ไม่ได้รบกวนพื้นที่ป่าอะเมซอนเลยเพราะการปรับปรุงพื้นที่การเกษตรเหล่านี้อยู่ห่างจากพื้นที่ป่าอย่างน้อย 1,000 กิโลเมตร
นอกจากนี้บราซิลยังนำพันธุ์ถั่วเหลืองจากเอเชียเข้ามาทดลองปลูกในละตินอเมริกาเป็นครั้งแรกโดยการปรับปรุงพันธุ์ด้วยวิธีตัดแต่งพันธุกรรมจนสามารถเพิ่มผลผลิตได้สำเร็จจนบราซิลกลายมาเป็นผู้ผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่และใช้วิธีการเดียวกันนี้กับการปรับปรุงหญ้าที่นำเข้ามาจากแอฟริกาเพื่อสร้างพื้นที่สำหรับเลี้ยงปศุสัตว์ด้วย
บางคนวิจารณ์ว่าบราซิลมีปัญหาในภาคเกษตรอยู่ไม่น้อย เพราะบริษัทใหญ่ๆเป็นผู้ครอบงำส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่เอาไว้ ทำให้เกษตรกรรายย่อยแข่งขันได้ลำบาก (คล้ายๆ กับหลายประเทศ) โดยที่บริษัทขนาดใหญ่กินส่วนแบ่งผลผลิตรวมกันมากถึง 76% ของทั้งหมด ในขณะที่ไร่ที่ให้ผลผลิตต่ำกว่าหมื่นรีอัลต่อปีซึ่งส่วนใหญ่มีเกษตรกรรายย่อยเป็นเจ้าของนั้นมีส่วนแบ่งผลผลิตแค่เพียง 7% เท่านั้นแต่ถ้าหากมองในแง่ของผลิตภาพแล้วบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ใช้พื้นที่การเกษตรรวมกันเพียงแค่ 1.6 ล้านฟาร์มเท่านั้นในการสร้างผลผลิตที่ทำได้ทั้งหมดในขณะที่เกษตรกรรายย่อยทั้งหมดใช้พื้นที่รวมกันมากถึง 3.4 ล้านฟาร์มแต่ได้ผลผลิตต่ำกว่ามากอีกทั้งที่จริงแล้วพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมาใหม่ในปัจจุบันก็มาจากทุ่งหญ้าเดิมที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ไม่ใช่พื้นที่การเกษตรเดิมที่เกษตรกรรายย่อยเป็นผู้ครอบครองการจะบอกว่าบริษัทขนาดใหญ่ คือ ปัญหาในภาคเกษตรของบราซิลก็อาจดูไม่ค่อยยุติธรรมนัก
จากตรงนี้ไป ถ้าหากจะถามว่าบราซิลยังคงมีความสามารถที่จะเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้มากขึ้นกว่านี้อีกได้มั้ยคำตอบก็คือได้สบายๆ เพราะทุกวันนี้ บราซิลเพิ่งจะใช้พื้นที่การเกษตรไปแค่เพียง 50 ล้านเฮกเตอร์เท่านั้น จากพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้งหมดมากถึง 400 ล้านเฮกเตอร์บราซิลจึงยังมีช่องว่างสำหรับการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรในอนาคตได้อีกมาก
นอกจากเรื่องเกษตรแล้ว บราซิลยังเป็นประเทศที่โชคดีเพราะเพิ่งจะค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่โตมโหฬารนอกชายฝั่งและกำลังพัฒนาให้เป็นแหล่งน้ำมันที่สามารถผลิตน้ำมันได้ ซึ่งประเมินกันว่าในอนาคตบราซิลจะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันมากเป็นอันดับสี่ของโลกในอนาคตเลยทีเดียว
ในอนาคตบราซิลจึงอาจกลายมาเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของราคาพลังงานและราคาอาหารด้วยการเพิ่มอุปทานของสินค้าเกษตรและวัตถุดิบสำหรับพลังงานทางเลือกให้กับโลกอย่างต่อเนื่องซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบของวิกฤติพลังงานและวิกฤติอาหารที่อาจเกิดขึ้นกับโลกได้และยังทำให้บราซิลกลายเป็นประเทศที่มีอำนาจต่อรองในเวทีโลกสูงในอนาคตอีกด้วย
 


ผู้ตั้งกระทู้ เด็กร้อบวิชา :: วันที่ลงประกาศ 2011-07-28 09:19:07 IP : 58.11.170.175


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.