แนวทางการแก้ปัญหาเชื้อโรคแอนแทรคโนสมะม่วงดื้อยาข้าม
avatar
บัณฑิต


แนวทางการแก้ปัญหาเชื้อโรคแอนแทรคโนสมะม่วงดื้อยาข้าม :

โรคแอนแทรคโนส มีสาเหตุเกิดจากเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides และจัดเป็นโรคที่สำคัญที่สุดของมะม่วง ที่ปลูกในสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างประเทศไทย 

เชื้อราก่อโรคแอนแทรคโนส สามารถสร้างส่วนขยายพันธุ์ขึ้นใหม่ และเข้าทำลายพืชได้ทุกระยะการเจริญของมะม่วงตลอดฤดูการปลูก จึงทำให้การควบคุมโรคเป็นไปอย่างยากลำบาก อาการของโรคเกิดได้กับส่วนต่างๆของพืชได้แก่ อาการใบจุด ใบและกิ่งแห้งตาย อาการทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นแหล่งสะสมเชื้อที่จะแพร่ระบาดเข้าทำลายผลมะม่วงที่กำลังพัฒนา โดยเชื้อจะอยู่ในระยะพักตัว จนกระทั่งมะม่วงแก่และถึงระยะเก็บเกี่ยว ต่อมาเมื่อผลใกล้สุก เชื้อจะเริ่มพัฒนาใหม่และทำลายผลมะม่วงก่อให้เกิดอาการผลเน่าเสีย ซึ่งจัดเป็นโรคที่สำคัญในระยะหลังการเก็บเกี่ยวของมะม่วง จึงเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการส่งไปจำหน่ายทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะมะม่วงที่ใช้รับประทานแบบผลสุกและเปลือกบาง จะถูกเชื้อเข้าทำลายได้ง่าย เช่นพันธุ์น้ำดอกไม้ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากตลาดต่างประเทศ และมีมูลค่าการส่งออกมากที่สุดกว่าพันธุ์อื่นๆ


การจัดการระบบการควบคุมโรคแอนแทรคโนสในสวนมะม่วง ประกอบด้วย
1. 
การจัดการภายในสวน 
  - 
ต้องมีการตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มให้โปร่ง เพราะต้นมะม่วงที่แตกกิ่งก้านหนาแน่น เป็นที่สะสมของโรคและแมลง เป็นอย่างดี แสงแดดส่องถึงทำให้บรรยากาศในพุ่มแห้ง ไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค 
  - 
การตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับสรีรวิทยาของต้น ช่วยให้ต้นมะม่วงจัดระบบการใช้แร่ธาตุอาหารได้ดี มีผลต่อการพัฒนาผลมะม่วง และยังเป็นวิธีที่ลดปริมาณการใช้สารเคมีได้

2. การใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคพืช 
  
สารเคมีที่นิยมใช้ในการควบคุมโรคแอนแทรคโนสของมะม่วงประกอบด้วย กลุ่มหลัก คือ

1.สารเคมีประเภทสัมผัส ได้แก่ แมนโคเซ็บ กลุ่มสารประกอบทองแดงหรือ คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ คอปเปอร์ซัลเฟต และ คอปเปอร์อ๊อกซี่คลอไรด์

2.สารเคมีประเภทดูดซึม ได้แก่ คาร์เบนดาซิม อะซ็อกซี่สโตรบิน และ โปรคลอราซ 
  
ทั้งนี้ไม่ควรใช้สารเคมีชนิดเดียวอย่างต่อเนื่องหรือติดต่อกันเป็นเวลานาน รวมทั้งไม่ใช้ในอัตราที่สูงเกินกว่ากำหนด เพราะนอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองแล้วยังจะมีผลต่อการพัฒนาความต้านทานต่อสารเคมีของเชื้อก่อโรค และมีผลกระทบต่อคนและสัตว์ในเรื่องของพิษตกค้าง และควรมีการใช้สารจับใบเพื่อเสริมประสิทธิภาพแต่อย่างไรก็ตาม การสลับกันระหว่างสารเคมี ก็ยังมีปัญหาการดื้อยาข้ามของเชื้อโรคได้อีก

3. อีกทางเลือก คือ สลับด้วย สารอินทรีย์สสกัด เพื่อป้องกันเชื้อโรคดื้อยาข้าม เพราะว่า การสลับกันระหว่างสารเคมี ก็ยังมีปัญหาการดื้อยาข้ามของเชื้อได้อีก

ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ คือ

สารอินทรีย์สะกัดป้องกันเชื้อโรคดื้อยาข้าม ทางเลือกกลุ่มใหม่ คือ ไมโคท็อกซิน”    ซึ่งสะกัดสารพิษ (ไมโคท็อกซิน) จากจุลินทรีย์กลุ่มทำลายเชื้อโรคพืช คือ ไตรโคเดอร์ม่า สายพันธุ์ คือ ฮาเซียนัม และฮามาตั้ม,  คีโตเมี่ยม สายพันธุ์ คือ คิวเปรม และโกลบรัสซั่ม และ สเตร็บโตมายซิส หลายพันธุ์  สามารถป้องกันและกำจัดเชื้อโรคพืชทางใบทุกชนิดที่ดื้อยาจากกลุ่ม สารเคมีกำจัดโรคพืชทุกกลุ่ม” 
เป็นสารที่มีประสิทธิ์ภาพดี ไม่ทำให้เชื้อโรคดื้อยาเพราะประกอบด้วยไมโคท็อกซิน หลายกลุ่ม เช่น เปบไตโบลไตรโคท็อกซินคีโตโกรโบซินอฟาซิโลน เป็นต้น
 และแต่ละกลุ่มทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคที่ตำแหน่งต่างๆกัน ทำให้เชื้อโรคจับทิศทางไม่ได้ จึงไม่แสดงอาการดื้อยาข้าม  


อัตราการใช้  20 ซีซี  ต่อ น้ำ 20 ลิตร (ควรผสมสารจับใบ)  สามารถใส่ลงถังฉีดยาและนำไปฉีดได้เลย เวลาไหนก็ได้ สามารถผสมได้กับสารเคมีได้ทุกชนิด สำหรับสวนมะม่วง ควรฉีด ทุกๆ  7-10  วัน สำหรับการป้องกัน  และทุกๆ 5-7  วัน สำหรับการกำจัด

จุดเด่นผลิตภัณฑ์:
   -ใช้สลับกับสารเคมีเพื่อป้องกันเชื้อโรคดื้อยาข้าม

   -ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่เป็นอันตรายกับมนุษย์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปลาและสัตว์น้ำทุกชนิด ปราศจากคราบและสารพิษตกค้างบนผลผลิต คนฉีดไม่ต้องสวมหน้ากากให้เป็นที่รำคาญ

    -ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ผลผลิตส่งออกต่างประเทศได้ 



ผู้ตั้งกระทู้ บัณฑิต :: วันที่ลงประกาศ 2017-01-28 09:00:18 IP : 118.172.79.170


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.