สูตรบำรุงรวงข้าว ทดแทน ยาเคมี อามูเร่, ป.เคมีภัณฑ์ ณ.บางระจัน...จัดส่งทั่วประเทศไทย รวดเร็ว...ฟรี
avatar
ขายอ้อยพันธุ์ทุกชนิด-ปุ๋ย-ยา-ราคาส่ง


 ป.เคมีภัณฑ์ ณ.บางระจัน...จัดส่งทั่วประเทศไทย รวดเร็ว...ฟรี

เราเป็นมากกว่าร้านค้าทางการเกษตร...โทร.087-9181778

สูตรบำรุงรวงข้าว ทดแทน ยาเคมี อามูเร่

จัดเตรียมอุปกรณ์ดังนี้

1.ยาคูลย์ 1 ขวด     2. ไข่ไก่ 2 กิโลกรัม  3.หัวเชื้อแป้งข้าวหมาก 1 ลูก 4.น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม  

วิธีทำ  นำมาปั่นให้ละเอียด หมักทิ้งไว้ 15 วัน  (ไร่ละ 1.5 เกรียนต้องได้ รับรอง ระวังหนูน่ะค่ะ)

วิธีใช้งาน  ฉีดข้าว 80 วัน (สังเกตเกสรร่วงให้หมดเสียก่อน) ประมาณ น้ำ20 ลิตร ฮอร์โมนไข่ 100 ซี.ซี.

*****************************************************

สูตรบำรุง(ฮอร์โมน)ต้น ใบ ผล

จัดเตรียมอุปกรณ์ดังนี้

กล้วย ขนุน มะม่วง ส้ม แตงโม.....ผลไม้ต่างๆ   กากน้ำตาลที่โรงงานน้ำตาลสิงห์บุรี / พ.ด.2 (ขอได้ที่ กรมพัฒนาที่ดินจังหวัดสิงห์บุรี)  ถังสีน้ำเงิน 1 ใบขนาด 150 ลิตร

วิธีทำ นำวัสดุทั้งหมดใส่ลงถัง หมักไว้ 15 วัน เปิดดูมีหนอนจุลินทรีย์ขึ้นก็ใช้ได้ หมั่นคนกลับขึ้นลง

วิธีใช้งาน   นำไปฉีดพ่นให้ทุกแปลง อัตราส่วน 50 ซีซี น้ำ 20 ลิตร

*****************************************************

สูตรกำจัดหนอน…108 ชนิด (หนัง หนา ตายยาก )

จัดเตรียมอุปกรณ์ดังนี้

1.บอระเพชร  2.หนอนตายยาก  3.หางไหล  4.ลูก+ใบสะเดา  5.ตะไคร์หอม  6.กระเพา  7. ข่าแก่  8.มะกรูด ลูก+ใบ  9.โหรพา  10.ขมิ้นแก่ 11. พ.ด. 2 (ขอฟรี...ที่กรมพัฒนาที่ดินจังหวัดสิงห์บุรี)

วิธีทำ   ปั่น หรือ สับ หรือ โครก หรือ ทำให้ละเอียดที่สุด(ระวังหัวฉีดจะตัน) หมักด้วยเหล้าขาวและน้ำส้มสายชู  7 วัน - 15 วัน  (ฉีดพ่น 60 ซีซี น้ำ 20 ลิตร ผสมเหล้าขาว 10 ซีซี) งดยาเคมีอะบาเม็กติน

*****************************************************

สูตรกำจัดเชื้อรา   ใบข้าวไหม้ แห้ง เป็นบ่อๆ ใบขาวๆ

จัดเตรียมอุปกรณ์ดังนี้

1.   น้ำส้มสายชู อ.ส.ร.  2.เหล้า  3.ขมิ้น 4.ข่า 5.ยาสูบ 6.เปลือกมังคุด 7.น้ำตาลโมราส

วิธีทำ  นำวัตถุดิบตำ/โครก/สับ/บด/ปั่นด้วยเครื่อง ใส่ถัง หมักไว้ 15 วัน-30 วัน

วิธีใช้งาน  ฉีดพ่นอัตรส่วน น้ำ 20 ลิตร เหล้าขาว 50 ซีซี น้ำส้มสายชู 50 ซีซี น้ำหมัก 50 ซีซี

**ทำนา หรือ ทำการเกษตรกรรมใดๆ แล้วใช้สูตรดังกว่า  คงไม่จนไปถึง 9 ชาติแน่.......ป.เคมีภัณฑ์ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ

ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ

1241รับซื้อ ข่า ตะไคร้ โหรพา พริก กระชาย ใบกระเพา พริกไทย ดีปลี เครื่องเทศ

http://bit.ly/2cBnJac

รับซื้อผักทุกชนิด ผักชี ต้นหอม คะน้า ผักบุ้ง ตำลึง

http://bit.ly/2czcg7q

กลุ่มคนอยากทำเกษตร

http://bit.ly/2d18HFY

รับสมัครพนักงานและ ประกาศหางาน นครสวรรค์+ชัยนาท+อ่างทอง+สิงห์บุรี+ลพบุรี

http://bit.ly/2cBmswI

หางานจังหวัดอยุธยา+ปทุมธานี+กทม+นนทบุรี+ระยอง+ชลบุรี

http://bit.ly/2cSd5dl

รับสมัครพนักงานและ ประกาศหางาน สิงห์บุรี

http://bit.ly/2cocbnz

รับซื้อดอกมะลิอินทรีย์ส่งต่างประเทศ

http://bit.ly/2cBlwZ4

ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ชีวภาพ

http://bit.ly/2ch6Nzx

บ้านเช่า/ขายบ้าน/ห้องแถว/อาคารพานิยช์ สิงห์บุรี-ลพบุรี-สุพรรณบุรี-อ่างทอง

http://bit.ly/2dcsWUD

ชมรมผู้ปลูกมะกรูดตัดใบเพื่อการค้า

http://bit.ly/2dcsl5r

สมาคมเกษตรนอกกรอบ

http://bit.ly/2cJoU3q

จำหน่ายเมล็ดและต้นกล้าผักหวานป่า

http://bit.ly/2ch7xEN

ดอกมะลิปลอดสารพิษ บอกต่อยาดีๆ..สิงห์บุรี

http://bit.ly/2cjj8Id

รถกระบะเสริมคอกรถ6ล้อ10ล้อ18ล้อ ตกงาน หางาน เชิญค่ะวิ่งสินค้าดอกมะลิทั่วไทย

http://bit.ly/2cBo6hV

 



ผู้ตั้งกระทู้ ขายอ้อยพันธุ์ทุกชนิด-ปุ๋ย-ยา-ราคาส่ง (prajob_200000-at-yahoo-dot-co-dot-th) กระทู้ตั้งโดยสมาชิก :: วันที่ลงประกาศ 2017-01-06 16:25:58 IP : 49.48.248.6


[1]
ความคิดเห็นที่ 1 (4031124)
avatar
ขายอ้อยพันธุ์ทุกชนิด-ปุ๋ย-ยา-ราคาส่ง

 ปุ๋ยทางใบ คือ สารที่ทำให้เป็นสารละลายแล้วฉีดพ่นทางใบเพื่อให้ธาตุอาหารแก่พืช

ชนิดของปุ๋ยทางใบ: ปุ๋ยทางใบสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

1.
ชนิดเป็นของแข็ง หรือเรียกว่าปุ๋ยเกล็ด ปุ๋ยพวกนี้ขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยเคมีบอกสูตรปุ๋ยและปริมาณธาตุอาหารรับรองไว้ในฉลาก สารเคมีซึ่งประกอบกันเป็นปุ๋ยจะต้องละลายน้ำง่าย เมื่อกสิกรต้องการใช้ก็ตวงหรือชั่งปุ๋ยแล้วละลายน้ำตามคำแนะนำก็จะใด้ปุ๋ยซึ่งสามารถใช้ได้ทันที
คลิกอ่านจากเว็ปไซต์ร้านดีกว่า
2. ชนิดเป็นของเหลว เป็นปุ๋ยที่ละลายมาในลักษณะที่เข้มข้นเมื่อต้องการใช้ก็ตวงน้ำปุ๋ยมาเจือจางด้วยน้ำตามคำแนะนำ ปุ๋ยแบบเหลวบางพวกขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยเคมีคือมีสูตรปุ๋ยและปริมาณธาตุที่รับรองบนฉลาก
ปุ๋ยเคมีทั้งชนิดเกล็ดและชนิดเหลว นอกจากจะมีธาตุหลัก คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แล้วอาจมีธาตุรองและจุลธาตุผสมอยู่ด้วย หากต้องการทราบว่าปุ๋ยนั้นๆมีธาตุใดอยู่บ้าง และมีอยู่มากน้อยเพียงใด อาจตรวจสอบได้ที่ฉลากของปุ๋ยนั้น
หลักการพิจารณาใช้ปุ๋ยทางใบ หลักการพิจารณาใช้ปุ๋ยทางใบ ควรพิจารณาด้านความเหมาะสมเรื่อง ดินพืช และด้านเศรษฐกิจ ดังนี้

1.
ด้านดิน: เนื่องจากดินเป็นแหล่งธาตุอาหารของพืชตามธรรมชาติ การบำรุงดินให้มีธาตุอาหารบริบูรณ์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ดินที่มีเนื้อดินหยาบ เช่น ดินหยาบหรือดินร่วนทราย ดินที่มีการพังทลายและชะกร่อน ดินที่มีอินทรีย์วัตถุต่ำ ดินเหล่านี้มักจะให้ธาตุอาหารแก่พืชไม่เพียงพอ สิ่งที่ควรกระทำคือ บำรุงดินด้วนปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี และป้องกันการพังทลายชะกร่อนของดิน เพื่อให้ดินมีธาตุต่างๆ เพียงพอ จึงจะถือว่าเป็นการจัดการดินอย่างถูกต้อง
เมื่อบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีตามความจำเป็นแล้ว หากปรากฎว่าพืชยังได้รับบางธาตุไม่เพียงพอก็ฉีดพ่นปุ๋ยที่ให้ธาตุนั้นเสริมเข้าไปพืชก็จะเจริญเติบโตเป็นปกติ โดยขอให้ถือว่าการบำรุงดินเป็นงานหลัก และการให้ปุ๋ยทางใบเป็นงานเสริมและทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
2.
ด้านพืช: การให้ปุ๋ยทางใบนิยมกันในหมู่ชาวสวนผักและไม้ผล สำหรับข้าวและพืชไร่นั้นใช้กันน้อย ชาวสวนผักบางรายนิยมให้ปุ๋ยทางใบในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งจะช่วยให้ผักไม่แกร็น และเจริญเติบโตดีขึ้นเมื่อพิจารณาจากราคาผักค่อนข้างดีในฤดูแล้ง พบว่า การให้ปุ๋ยทางใบกับผักกินใบนั้นให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ไม้ผล การให้ปุ๋ยทางใบมักปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตในบางขั้นตอนของพืชเช่น ฉีดพ่นปุ๋ยที่มีสัดส่วนของฟอสฟอรัสค่อนข้างสูงก่อนออกดอก เพื่อให้การออกดอกและติดผลดีขึ้น ใช้ปุ๋ยที่มีสัดส่วนของโพแทสเซียมค่อนข้างสูง เมื่อติดผลแล้วเพื่อให้ผลโตและรสชาดดีขึ้น ชนิดของปุ๋ยทางใบที่ให้กับไม้ผลมักจะสอดคล้องกับปุ๋ยที่ให้ทางดิน อย่างไรก็ตามควรถือว่าการให้ปุ๋ยทางใบเป็นการเสริมปุ๋ยทางดิน
ศึกษาตำราจากการปฏิบัติงานจริง คลิก!!!!!!!
3.
ด้านเศรษฐกิจ : ขณะนี้ด้านผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการใช้ปุ๋ยทางใบ ยังไม่ได้มีการค้นคว้าอย่างจริงจัง จึงยังไม่อาจกล่าวได้ว่าการให้ปุ๋ยทางใบกับพืชแต่ละชนิดเป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่ แต่ในแง่ของผู้ผลิตที่มีราคาค่อนข้างแพง เช่น ผักและผลไม้ซึ่งมีการลงทุนสูงอยู่แล้ว การให้ปุ๋ยทางใบกับพืชเหล่านั้นอย่างเหมาะสม จะเพิ่มต้นทุนอีกเล็กน้อยผู้ผลิตรายใหญ่จึงยังให้ปุ๋ยทางใบกันอยู่

วัตถุประสงค์ของการใช้ปุ๋ยทางใบ การใช้ปุ๋ยทางใบมีวัตถุประสงค์หลักในการใช้อยู่ 4 ประการ คือ
เพื่อแก้ไขอาการขาดธาตุอาหาร : ในดินด่างพืชมักขาดธาตุเหล็ก (Fe) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) แมงกานีส (Mn) และโบรอน (Bo)การให้ปุ๋ยฟอสเฟตอัตราสูงก็คงเป็นเหตุให้พืชขาดสังกะสีได้เช่นกัน การใส่ปุ๋ยจุลธาตุเหล่านั้นทางดินในรูปเกลืออินทรีย์ ก็มักจะตกตะกอน และไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชเต็มที่แต่ถ้าใช้ปุ๋ยจุลธาตุคีเลในดินก็ย่อมเสสียค่าใช้จ่ายสูง วิธีการแก้ไข คือ ใช้สารละลายของเกลือจุลธาตุดังกล่าวฉีดพ่นทางใบ ซึ่งเป็นวิธีที่ให้ผลเร็วและชัดเจนกว่าการให้ทางดิน แต่อย่างไรก็ตามดินยังเป็นทรัพยากรหลักในการผลิตพืชและถือว่าดินเป็นแหล่งธาตุอาหารที่สำคัญสำหรับพืช การบำรุงดินตามหลักการทีกล่าวข้างต้นจึงเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้การใช้ปุ่ยทางใบจึงอาจยอมรับเข้ามาเสริมความสมบูรณ์ของการผลิต โดยเฉพาะช่วยแก้ไขการขาดธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม ดังนี้

 2.
เพื่อเพิ่มคุณภาพและผลผลิต : ปุ๋ยทางใบที่มีสัดส่วนของไนโตรเจนดังนั้นเป็นที่นิยมใช้กันมาก คือ ราวร้อยละ 50 ของปุ๋ยทางใบทั้งหมด เมื่อนำมาใช้ร่วมในการผลิตผักและช่วยให้ผักดูอวบและเขียวสด เนื่องจากไนโตรเจน ส่งเสริมการเติบโตของต้นและใบยังช่วยเพิ่มปริมาณของคลอโรฟิลล์ในใบ

ปุ๋ยทางใบชนิดเกล็ดที่มีสัดส่วนของฟอสฟอรัสสูงได้รับความนิยมรองลงมา คือ ใช้ประมาณร้อยละ 28 ปุ๋ยประเภทนี้ช่วยเพิ่มคุณภาพของไม้ดอกไม้ประดับ หากใช้เสริมในไม้ผลก่อนการออกดอกจะช่วยให้ดอกสมบูรณ์

ปุ๋ยทางใบที่มีสัดส่วนของโพแทสเซียมสูง ใช้กันเพียงร้อยละ 11 ของปุ๋ยทางใบทั้งหมดเพื่อเสริมธาตุนี้ในช่วงการพัฒนาของผลในไม้ผลหลายชนิดและช่วยให้รสชาติของผลไม้ดีขึ้น

 3.
เพื่อช่วยให้พืชฟื้นตัวจากปัญหาความขาดแคลนในบั้นปลาย : สำหรับพืชล้มลุกโดยทั่วไป เมื่อย่างเข้าสู่ผลิดอกออกผล อินทรีย์สารต่าง ๆ ที่เคยสะสมไว้ในใบจะเริ่มเคลื่อนย้ายไปสร้างผล เป็นเหตุให้รากพืชได้รับอาหารน้อย ในช่วงนี้การเจริญเติบโตของระบบรากจึงหยุดลง แต่รากก็ยังต้องทำหน้าที่ต่อไปด้วย ประสิทธิภาพที่ต่ำ ปริมาณของธาตุอาหารที่ดูดได้จากดินก็น้อยลงไปด้วย สำหรับในพืชตระกูลถั่วนั้นช่วงนี้ปมรากอาจขาดอาหารจึงเริ่มเน่าและหลุดจากราก ขณะที่รากดูดธาตุไนโตรเจนได้น้อยลง และไม่มีกิจกรรมการตรึงไนโตรเจนอีก พืชจึงไม่มีไนโตรเจนเพียงพอแก่การบำรุงลำต้น ใบ ดอก และผล ในช่วงนี้ไนโตรเจนจากใบจะเคลื่อนย้ายไปสร้งผลเป็นเหตุให้ใบเหลืองและในที่สุดก็แห้งตาย พืชตระกูลถั่วมักประสบปัญหานี้ได้มากกว่าพืชตระกูลหญ้าเพราะใช้ไนโตรเจนมากกว่า ดังนั้นการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนทางใบแก่พืชเหล่านี้ในช่วงที่ออกดอก จะช่วยชะลอการร่วงของใบและมีแนวโน้มจะเพิ่มผลผลิตได้ด้วย

       
4.
เพื่อวัตถุประสงค์อื่น : เช่น บังคับให้มะม่วงออกดอกและติดผลนอกฤดูโดยการใช้สารพาโคลบิวทราโซล รดที่พื้นดินใต้พุ่มต่อจากนั้นประมาณ 75–90 วัน ก็กระตุ้นให้แตกตาดอกโดยฉีดพ่นด้วยสารละลายโพแทสเซียมไนเตรท 2.5% หรือไทโอยูเรีย 0.5% ซึ่งจะช่วยให้มะม่วงแทงช่อดอก 2 สัปดาห์
ข้อควรระวังในการใช้ปุ๋ยทางใบ
-
ละลายหรือผสมปุ๋ยกับน้ำในอัตราส่วนที่แนะนำ อย่าผสมให้เข้มข้นเกินไป จะทำให้ใบพืชไหม้

-
ปุ๋ยทางใบจะช่วยแก้ปัญหาการขาดธาตุอาหารได้ดี ถ้าฉีดพ่นปุ๋ยที่ให้ธาตุนั้นเร็วที่สุด ถ้ามีอาการรุนแรงมากแล้วการใช้ปุ๋ยทางใบจะไม่เกิดผล

-
ควรถือว่าการใช้ปุ๋ยทางใบเป็นเพียงการเสริม แต่การบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีทางดินเป็นงานหลัก หากบำรุงดีแล้วไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยทางใบ
หลากคำถามเรื่องปุ๋ยทางใบ

 

********************************

 
หลากคำถามเรื่องปุ๋ยทางใบ (foliar fertilizer)

1.
พืชสามารถ ดูดสารอาหารเข้าทางใบได้หรือไม่

ตอบ : อาหารส่วนใหญ่ที่พืชใช้ จะได้มาจากการดูดซึมของระบบราก ในส่วนของใบเองจะมีหน้าที่รับแสง และสังเคราะห์แสง รับและคายน้ำ จากงานวิจัยพบว่า สารอาหารต่างๆ สามารถซึมเข้าสู่ใบพืชได้เช่นกัน แม้จะไม่มากเท่ากับสารอาหารที่ได้มาจากระบบราก แต่ก็มีปริมาณที่มากพอให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  ทั้งนี้เกษตรกรอาจคุ้นเคยกับการทำงานของ ไกลโฟเสต หรือยาฆ่าหญ้า ซึ่งจะออกฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์แสงของพืช ซึ่งสารไกลโฟเสตนี้ พืชดูดซึมผ่านทางใบ จะเห็นว่าใช้เพียงปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น

2.
จริงหรือไม่ที่ ให้สารอาหารทางใบ ออกฤทธิ์ ได้เร็วกว่า การให้ผ่านทางระบบราก

ตอบ : จริง เพราะจริงๆ แล้วสารอาหารต่างๆ ที่พืช ดูดซึมมา จะต้องถูกลำเรียงมาที่ใบ เพื่อผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงให้เป็นอาหาร จากนั้นอาหารเหล่านี้จะถูกลำเลียงไปยังส่วนต่างๆของพืชอีกที ดังนั้นสารอาหารที่ให้ทางใบจะเข้าสู่กระบวนสังเคราะห์แสงทันที ที่เริ่มสัมผัสกับพืช จะเห็นว่าการให้สารอาหารทางใบจะเป็นการเพิ่มปริมาณสารอาหารบนใบพืช จากปกติที่ระบบรากของพืชสามารถหามาได้

3. ในเมื่อการให้อาหารทางใบ มีประโยชน์ เราสามารถ นำปุ๋ยเม็ดมาละลายน้ำ แล้วฉีดพ่นให้กับพืชได้หรือไม่

ตอบ : ไม่ได้ เพราะสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับพืช เมื่อฉีดพ่นทางใบ ต้องเป็นสารอาหารที่พืชสามารถนำไปสังเคราะห์แสงได้ทันที ปุ๋ยเม็ดที่เกษตรกรใช้ส่วนใหญ่ จะเป็นเกลือของสารประกอบ ซึ่งต้องผ่านการคัดกรองโดยระบบรากเท่านั้น พืชจึงจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ มิหนำซ้ำ ปุ๋ยบางชนิดอาจทำอันตรายพืช เมื่อให้ทางใบ

4.
ทำไม การให้ปุ๋ยทางใบ จึงมีปริมาณสารอาหารเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการให้ทางราก

ตอบ : เนื่องจากการให้ปุ๋ยทางใบ สารอาหารต่างๆ ต้องอยู่ในสภาพที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ทันที สารอาหารจึงมีความบริสุทธิ์สูง และการให้ทางใบ มีการสูญเสียไปกับสภาพแวดล้อมต่ำมาก เมื่อเทียบกับการให้ทางราก สารอาหารบางตัว การให้ทางใบเพีบง 1 กิโลกรัม จะให้ผลเท่ากับการให้ทางราก 20 กิโลกรัมทีเดียว

5.
ทำไมสารอาหารทางใบจึงมีราคาแพง จะคุ้มค่าหรือไม่

ตอบ : เนื่องจากสารอาหารต่างๆ ที่จะให้ทางใบได้ จะต้องถูกนำไปผ่านกระบวนการสลาย ให้อยู่ในรูปที่พืช สาม่รถดูดซึมทางใบ และนำไปใช้สังเคราะห์แสงได้ทันที ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนกว่า แต่จากที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สารอาหารทางใบมีความบริสุทธิ์สูง จึงใช้เพียงปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น และต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยทางดิน หากมองผลผลิตที่เพิ่มขึ้น นับว่าคุ้มค่ากว่ามาก

6.
สารอาหารทางใบ ใส่ไปเพียงเล็กน้อย จะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้อย่างไร

ตอบ : จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ปริมาณสารอาหารส่วนใหญ่ที่พืชใช้ในการสร้างผลผลิต ยังคงมาจากระบบราก ซึ่งในการเพาะปลูกจริงปริมาณอาหารถูกจำกัดโดย ประสิทธิภาพของระบบราก ซึ่งจะดี ไม่ดีขึ้นอยู่กับสภาพดินและคุณภาพน้ำ รวมทั้งโรคต่างๆ ซึงการให้สารอาหารทางใบ จะให้สารอาหารกับพืชเพิ่มขึ้นจากที่ระบบรากหาได้ การให้โดยตรงที่ใบ จะทำให้อัตราการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้น ซึ่งกระบวนการสังเคราะห์แสงที่เพิ่มขึ้น จะกระตุ้นให้พืชดูดน้ำมากขึ้น ทำให้ระบบรากนำพาสารอาหารเข้าไปในลำต้นมากขึ้นด้วย และการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้นอีก คล้ายปฏิกริยาลูกโซ่ จึงส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

7.
เมื่อให้สารอาหารทางใบแล้ว จำเป็นต้องให้ทางรากด้วยหรือไม่

ตอบ : จำเป็นต้องให้ทางรากด้วย เพราะจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า การให้สารอาหารทางใบ เป็นการกระตุ้นให้พืชดูดสารอาหารทางรากมากขึ้น และลดข้อจำกัดของระบบรากในพืช แต่ปริมาณสารอาหารส่วนใหญ่ จำเป็นต้องมาจากระบบราก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น

8.
เราสามารถให้สารอาหารทางใบ กับพืชทุกชนิดหรือไม่

ตอบ : เกือบทุกชนิด แต่ประสิทธิภาพในการรับสารอาหารทางใบของพืชแต่ละชนิดไม่เท่ากัน พืชที่มีใบใหญ่ function popUp_notify(URL) { day = new Date(); id = day.getTime(); eval("page" + id + " = window.open(URL, '" + id + "', 'toolbar=0,scrollbars=1,location=0,statusbar=0,menubar=0,resizable=0,width=400,height=300,left=10,top=20');"); }

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.