#สรุป ปัญหาดอยซ์แบงก์ ระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ จากวิกฤติการเงินอเมริกา สู่อาการป่วยเรื้อรังของเยอรมนี
avatar
ขายอ้อยพันธุ์ทุกชนิด-ปุ๋ย-ยา-ราคาส่ง


 #สรุป ปัญหาดอยซ์แบงก์ ระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ จากวิกฤติการเงินอเมริกา สู่อาการป่วยเรื้อรังของเยอรมนี ปัญหาเกิดจากอะไร มันจะรีบเจ๊งเลยมั้ย แล้วจะยังไงต่อไป ว่ากันใน #สรุปเดียว

 
1. ช่วงนี้ใครที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจบ่อยๆก็คงจะได้ยินข่าวด้านลบของดอยซ์แบงก์ (Deutsche Bank) ธนาคารอันดับหนึ่งของเยอรมนีกันไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งเรื่องราคาหุ้นตกแล้วตกอีก ทั้งข่าวลือว่าแบงก์จะล้ม แล้วไหนจะโดนค่าปรับจำนวนมหาศาลอีก นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับสถาบันการเงินระดับโลกแห่งนี้กันแน่8-24-24 / 13-13-21 / 15-5-20 /  21-7-14 / 14-14-21 / 16-16-16 / 25-7-7 / 15-9-20
 
 
2. คืองี้... เรื่องมันเริ่มตั้งแต่ตอนวิกฤตปี 2008 ที่เลห์แมนฯล้มไป แบงก์อื่นๆ ก็อยู่ในสภาพย่ำแย่ ไม่เว้นแม้แต่ดอยซ์แบงค์ที่ผลประกอบการขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี มูลค่าในตลาดร่วงลงไปเหลือ 17,730 ล้านดอลลาร์ จากปี 2007 ที่ 86,310 ล้าน เรียกว่าราคาตกต่ำกว่าครึ่ง แต่ก็พอจะประคับประคองตัวให้รอดวิกฤตมาได้โดยไม่ต้องเข้าแผนฟื้นฟู (แต่ความจริงที่ไม่ต้องเข้าแผนก็เพราะแอบซุกหนี้ไว้อีก 12,000 ล้านดอลลาร์นะ มาโดนจับได้ตอนหลังๆ)
 
3. แต่ถึงรอดมาได้ก็ต้องเจอกับปัญหาดอกเบี้ยต่ำ แบงก์ต่างๆ ก็ทำกำไรได้ยาก เพราะธนาคารกลางยุโรป (ECB) คอยกดดอกเบี้ยไว้ตามนโยบายเพิ่มเงินเฟ้อและกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะกลัวว่าถ้าดอกเบี้ยแพง คนจะไม่อยากกู้เงินไปทำธุรกิจกัน
4. ผลประกอบการก็ขาดทุน กำไรก็ทำยาก ปี 2010 ดอยซ์แบงก์เลยต้องเพิ่มทุน 1,700 ล้านเหรียญ ก็ยังไม่พอปี 2013 เพิ่มอีก 6,500 ล้านเหรียญ พร้อมคำมั่นสัญญาว่าจะไม่เพิ่มทุนละ แต่เดือนเมษาปี 2014 ก็มาเพิ่มทุนอีก 1,600 ล้านเหรียญ รวมแล้วสี่ปีเพิ่มทุนไป 9,800 ล้านเหรียญ แต่ก็ยังไม่พอเดือนถัดมาก็ขายหุ้นแลกเงินสดอีก 11,600 ล้านเหรียญ เพื่อต่อลมหายใจ แถมขายต่ำกว่าตลาดตั้ง 24% สภาพนี้ดอยซ์แบงก์ก็ไม่ต่างกับแก้วน้ำที่รั่ว เติมน้ำเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเต็ม
 
5. พอปี 2015 งานเข้าอีกดอกเพราะโดนจับได้ว่าดอยซ์แบงก์กับธนาคารใหญ่ๆ หลายเจ้าร่วมกันฮั้วอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระหว่างธนาคาร ณ ตลาดลอนดอน (LIBOR) ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานที่ใช้อ้างอิงกันทั่วโลก ซึ่งเป็นคดีที่อื้อฉาวที่สุดอันหนึ่งของแวดวงการเงิน คือปกติธนาคารต้องแข่งกันเสนออัตราดอกเบี้ยที่อยากได้เข้ามา แล้วระบบจะคำนวนออกมาเป็นอัตรากลางไว้อ้างอิงทั่วโลก แต่ถ้าแข่งกันมากๆ เดี๋ยวดอกจะต่ำจนไม่มีกำไร นายธนาคารหัวใสเลยร่วมกันฮั้วให้อยู่ในระดับที่กำไรดี แต่สุดท้ายเจอจับได้ ก็โดนปรับกันไปทั่วหน้า อย่างดอยซ์แบงก์ก็โดนไป 2,500 ล้านเหรียญ 
 
6. ปลายปี 2015 ดอยซ์แบงก์ยังโดนปรับอีก 257 ล้านเหรียญ ข้อหาทำธุรกิจกับประเทศที่สหรัฐคว่ำบาตร รวมแล้วปี 2015 ดอยซ์แบงก์ขาดทุนไป 7.4 พันล้านเหรียญ CFO ออกมาบอกเองว่าก็คงขาดทุนไปอีกระยะ กว่าจะกลับมากำไรก็คงปี 2018 นู่นเลย
7. ในเดือนมิถุนายน 2016 นับเป็นเดือนที่เลวร้ายสุดๆ สำหรับดอยซ์แบงก์ เริ่มจากดอยซ์แบงก์ที่อยู่ในสภาพการบริหารความเสี่ยงและการเงินที่ย่ำแย่ จนทำให้ไม่ผ่านการทดสอบ Stress Test ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ซึ่งปกติจะมีเกณฑ์วัดว่าแต่ละธนาคารจะสามารถรับมือกับวิกฤตต่างๆ ได้แค่ไหน ปรากฏว่าดอยซ์แบงก์สอบตก 2 ปีซ้อน แต่เหมือนยังไม่หน่ำใจ เดือนเดียวกันนี่เอง IMF ออกรายงานประจำปีเกี่ยวกับความมั่นคงของภาคการเงินเยอรมัน ในหน้า 42 ได้เขียนว่า "ดอยซ์แบงก์คือความเสี่ยงสูงสุดของระบบธนาคารโลก" (Deutsche Bank appears to be the most important net contributor to systemic risks to Global Financial System) หรือถ้าจะขึ้นพาดหัวแบบแซ่บๆก็อาจจะเขียนได้เลยว่า ดอยซ์แบงก์คือธนาคารที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในโลก!!8-24-24 / 13-13-21 / 15-5-20 /  21-7-14 / 14-14-21 / 16-16-16 / 25-7-7 / 15-9-20
 
 
8. ข่าวร้ายเดือนมิถุนายังไม่จบ เพราะดอยซ์แบงก์มีรายได้จากอังกฤษถึง 19% ผลโหวต Brexit เดือนนี้ยิ่งซ้ำเติมเข้าไปอีก แล้วก็ตามด้วยข่าวดอยซ์แบงก์ถูกลดเรตติ้งจาก S&P ลงไปเหลือ BBB+ ซึ่งถ้าลงอีก 3 ขั้นก็เข้าขั้นขยะแล้ว (ตอนที่ Lehman ล้ม เรตติ้งยังตั้ง A- สูงกว่าดอยซ์แบงก์ตอนนี้อีก) แถมยังมีข่าวแพลมๆมาว่า อาจจะไม่มีตังจ่ายดอกเบี้ย CoCo bond ให้ลูกค้าอีก
#สรุป ปัญหาดอยซ์แบงก์ ระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ จากวิกฤติการเงินอเมริกา สู่อาการป่วยเรื้อรังของเยอรมนี ปัญหาเกิดจากอะไร มันจะรีบเจ๊งเลยมั้ย แล้วจะยังไงต่อไป ว่ากันใน #สรุปเดียว
 
1. ช่วงนี้ใครที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจบ่อยๆก็คงจะได้ยินข่าวด้านลบของดอยซ์แบงก์ (Deutsche Bank) ธนาคารอันดับหนึ่งของเยอรมนีกันไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งเรื่องราคาหุ้นตกแล้วตกอีก ทั้งข่าวลือว่าแบงก์จะล้ม แล้วไหนจะโดนค่าปรับจำนวนมหาศาลอีก นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับสถาบันการเงินระดับโลกแห่งนี้กันแน่
 
2. คืองี้... เรื่องมันเริ่มตั้งแต่ตอนวิกฤตปี 2008 ที่เลห์แมนฯล้มไป แบงก์อื่นๆ ก็อยู่ในสภาพย่ำแย่ ไม่เว้นแม้แต่ดอยซ์แบงค์ที่ผลประกอบการขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี มูลค่าในตลาดร่วงลงไปเหลือ 17,730 ล้านดอลลาร์ จากปี 2007 ที่ 86,310 ล้าน เรียกว่าราคาตกต่ำกว่าครึ่ง แต่ก็พอจะประคับประคองตัวให้รอดวิกฤตมาได้โดยไม่ต้องเข้าแผนฟื้นฟู (แต่ความจริงที่ไม่ต้องเข้าแผนก็เพราะแอบซุกหนี้ไว้อีก 12,000 ล้านดอลลาร์นะ มาโดนจับได้ตอนหลังๆ)
 
3. แต่ถึงรอดมาได้ก็ต้องเจอกับปัญหาดอกเบี้ยต่ำ แบงก์ต่างๆ ก็ทำกำไรได้ยาก เพราะธนาคารกลางยุโรป (ECB) คอยกดดอกเบี้ยไว้ตามนโยบายเพิ่มเงินเฟ้อและกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะกลัวว่าถ้าดอกเบี้ยแพง คนจะไม่อยากกู้เงินไปทำธุรกิจกัน 8-24-24 / 13-13-21 / 15-5-20 /  21-7-14 / 14-14-21 / 16-16-16 / 25-7-7 / 15-9-20
 
4. ผลประกอบการก็ขาดทุน กำไรก็ทำยาก ปี 2010 ดอยซ์แบงก์เลยต้องเพิ่มทุน 1,700 ล้านเหรียญ ก็ยังไม่พอปี 2013 เพิ่มอีก 6,500 ล้านเหรียญ พร้อมคำมั่นสัญญาว่าจะไม่เพิ่มทุนละ แต่เดือนเมษาปี 2014 ก็มาเพิ่มทุนอีก 1,600 ล้านเหรียญ รวมแล้วสี่ปีเพิ่มทุนไป 9,800 ล้านเหรียญ แต่ก็ยังไม่พอเดือนถัดมาก็ขายหุ้นแลกเงินสดอีก 11,600 ล้านเหรียญ เพื่อต่อลมหายใจ แถมขายต่ำกว่าตลาดตั้ง 24% สภาพนี้ดอยซ์แบงก์ก็ไม่ต่างกับแก้วน้ำที่รั่ว เติมน้ำเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเต็ม
 
5. พอปี 2015 งานเข้าอีกดอกเพราะโดนจับได้ว่าดอยซ์แบงก์กับธนาคารใหญ่ๆ หลายเจ้าร่วมกันฮั้วอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระหว่างธนาคาร ณ ตลาดลอนดอน (LIBOR) ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานที่ใช้อ้างอิงกันทั่วโลก ซึ่งเป็นคดีที่อื้อฉาวที่สุดอันหนึ่งของแวดวงการเงิน คือปกติธนาคารต้องแข่งกันเสนออัตราดอกเบี้ยที่อยากได้เข้ามา แล้วระบบจะคำนวนออกมาเป็นอัตรากลางไว้อ้างอิงทั่วโลก แต่ถ้าแข่งกันมากๆ เดี๋ยวดอกจะต่ำจนไม่มีกำไร นายธนาคารหัวใสเลยร่วมกันฮั้วให้อยู่ในระดับที่กำไรดี แต่สุดท้ายเจอจับได้ ก็โดนปรับกันไปทั่วหน้า อย่างดอยซ์แบงก์ก็โดนไป 2,500 ล้านเหรียญ 
 
6. ปลายปี 2015 ดอยซ์แบงก์ยังโดนปรับอีก 257 ล้านเหรียญ ข้อหาทำธุรกิจกับประเทศที่สหรัฐคว่ำบาตร รวมแล้วปี 2015 ดอยซ์แบงก์ขาดทุนไป 7.4 พันล้านเหรียญ CFO ออกมาบอกเองว่าก็คงขาดทุนไปอีกระยะ กว่าจะกลับมากำไรก็คงปี 2018 นู่นเลย
 
7. ในเดือนมิถุนายน 2016 นับเป็นเดือนที่เลวร้ายสุดๆ สำหรับดอยซ์แบงก์ เริ่มจากดอยซ์แบงก์ที่อยู่ในสภาพการบริหารความเสี่ยงและการเงินที่ย่ำแย่ จนทำให้ไม่ผ่านการทดสอบ Stress Test ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ซึ่งปกติจะมีเกณฑ์วัดว่าแต่ละธนาคารจะสามารถรับมือกับวิกฤตต่างๆ ได้แค่ไหน ปรากฏว่าดอยซ์แบงก์สอบตก 2 ปีซ้อน แต่เหมือนยังไม่หน่ำใจ เดือนเดียวกันนี่เอง IMF ออกรายงานประจำปีเกี่ยวกับความมั่นคงของภาคการเงินเยอรมัน ในหน้า 42 ได้เขียนว่า "ดอยซ์แบงก์คือความเสี่ยงสูงสุดของระบบธนาคารโลก" (Deutsche Bank appears to be the most important net contributor to systemic risks to Global Financial System) หรือถ้าจะขึ้นพาดหัวแบบแซ่บๆก็อาจจะเขียนได้เลยว่า ดอยซ์แบงก์คือธนาคารที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในโลก!!
 
8. ข่าวร้ายเดือนมิถุนายังไม่จบ เพราะดอยซ์แบงก์มีรายได้จากอังกฤษถึง 19% ผลโหวต Brexit เดือนนี้ยิ่งซ้ำเติมเข้าไปอีก แล้วก็ตามด้วยข่าวดอยซ์แบงก์ถูกลดเรตติ้งจาก S&P ลงไปเหลือ BBB+ ซึ่งถ้าลงอีก 3 ขั้นก็เข้าขั้นขยะแล้ว (ตอนที่ Lehman ล้ม เรตติ้งยังตั้ง A- สูงกว่าดอยซ์แบงก์ตอนนี้อีก) แถมยังมีข่าวแพลมๆมาว่า อาจจะไม่มีตังจ่ายดอกเบี้ย CoCo bond ให้ลูกค้าอีก
 
9. ล่าสุดวันที่ 16 กันยา ที่ผ่านมามีข่าวว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DOJ) จะปรับดอยซ์แบงก์อีก จากกรรมเก่าที่เคยหลอกขายหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกัน (MBS) ให้นักลงทุนจนเป็นต้นเหตุของวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 ซึ่งพวกสถาบันการเงินใหญ่ๆ ของสหรัฐอย่าง Goldman Sachs, J.P. Morgan Chase, Bank of America, Citigroup, Morgan Stanley ก็โดนกันไปทั่วหน้าแล้ว เจอปรับกันตั้งแต่ 3,000 ถึง 16,000 ล้านเหรียญ ของดอยซ์แบงก์โดน 14,000 ล้านเหรียญ ด้วยสภาพปัจจุบันที่ร่อแร่ ดูทรงแล้วคงไม่มีจ่ายแน่นอน อาจจะต้องต่อราคาค่าปรับเอา ป้าเมอร์เคิลนายกเยอรมนีก็พูดชัดเจนว่า ดูแลตัวเองนะลูก ป้าไม่ช่วยนะ
 
10. ยัง ยังไม่หมดแค่นั้น ความพินาศที่แท้จริงของวิกฤตดอยซ์แบงก์อยู่ที่ตราสารอนุพันธ์ (คือตราสารทางการเงินชนิดหนึ่งที่ไม่มีมูลค่าในตัวเอง แต่มูลค่าขึ้นอยู่กับสินค้าอื่นที่ตราสารอนุพันธ์นั้นอ้างอิงอยู่ เช่นพวกสัญญาซื้อขายสินค้าล่วงหน้า) ดอยซ์แบงก์มีตราสารอนุพันธ์ในมือสูงถึง "45 ล้านล้านเหรียญ" (มากกว่า 2 เท่าของ GDP ทั้งอียูรวมกัน) ซึ่ง 70% ในนั้นเป็นตราสารอนุพันธ์ด้านอัตราดอกเบี้ย (interest rate derivatives) ที่ผูกกับพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ยังไม่มีปัญหาเท่าไหร่เพราะราคาของพันธบัตรรัฐบาลยังดีอยู่ แต่มาปีนี้ราคาตกเรี่ยราดไม่เหลือดี มีการประเมินกันว่าถ้า ตราสารอนุพันธ์ของดอยซ์แบงก์พังลงมาจริงๆ ผลกระทบจะมีขนาดถึง "1.6 พันล้านล้านเหรียญ" เลยทีเดียว เรียกว่าพังกันทั้งโลกก็ว่าได้
11. สถานการณ์ย่ำแย่ขนาดนี้ ราคาหุ้นจะเหลือเรอะ 29 กันยายนที่ผ่านมา ราคาหุ้นดอยซ์แบงก์ร่วงต่ำสุดในรอบ 30 ปี ลงไปเหลือ 11.19 ดอลลาร์ (เหลือแค่ 7% ของปี 2007 ก่อนวิกฤต ที่ราคาเคยสูงสุดที่ 152.28 ดอลลาร์) แต่ก็เริ่มปรับตัวขึ้นมาบ้าง เพราะนักลงทุนและนักวิเคราะห์คาดกันว่าพวกเงินค่าปรับน่าจะต่อรองได้ (AFP บอกเมื่อวันศุกร์ว่าค่าปรับจะเหลือ 5,400ล้าน แต่ทั้งกระทรวงยุติธรรมสหรัฐและดอยซ์แบงก์ยังไม่ได้พูดอะไร) และผู้บริหารบอกว่าจะขาย Abbey Life บริษัทประกันในอังกฤษมาเสริมสภาพคล่อง และที่สำคัญคือ ยังไงเสียด้วยขนาดอันมโหฬารของดอยซ์แบงก์เนี่ยมัน “Too Big To Fail”  เยอรมันและอียูรวมทั้งสหรัฐคงไม่ปล่อยให้ล้มไปง่ายๆแน่ (แต่ยักษ์อย่างเลห์แมนก็ล้มมาแล้วนะพวกเธอ)
 
12. ดอยซ์แบงก์คือธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มี GDP สูงเป็นอันดับ 1 ของอียู และอันดับ 4 ของโลก ถ้าดอยซ์แบงก์เกิดล้มขึ้นมาจริงๆนี่ ไมได้พาแค่ป้าเมอร์เคิลหรือเยอรมนีล้มนะ แต่จะฉุดลากอียูและเศรษฐกิจโลกลงเหวไปด้วยอย่างแน่นอน บรรดาธนาคารกลางก็ไม่ค่อยเหลือเครื่องมือมาจะเล่นแล้ว ปั๊มเงินด้วย QE ก็ทำแล้วทำอีกจนเงินล้นโลก ดอกเบี้ยก็กดจนติดลบ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนพูดกันว่า ผลจากวิกฤตินี้จะมากมายมหาศาลในแบบที่ไม่มีใครในโลกนี้เคยเห็นมาก่อนเลยทีเดียว
#สรุป1 วิกฤตดอยซ์แบงก์นี่เกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน หลักๆ คือกรรมเก่าจากการเล่นนอกตำรา ทั้งเอาผลขาดทุนไปซ่อน ฮั้วอัตราดอกเบี้ย และอื่นๆ ทำให้โดนปรับหลายเด้ง แล้วไหนจะเจอสภาพตลาดดอกเบี้ยต่ำจนทำกำไรแบบเดิมๆ ไม่ได้ เลยเป็นการบีบให้ธนาคารไปเล่นเกมเสี่ยงเพื่อรักษาผลประกอบการ ด้วยการถือสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ อย่างตราสารอนุพันธ์ พอเอามารวมกันเลยมีสภาพอย่างที่เห็น
 
#สรุป2 ถ้าจะเทียบกับวิกฤตปี 2008 ที่ Lehman Brothers และ Bear Sterns โดนปล่อยให้ล้ม อันนั้นล้มเร็วเจ็บสั้น ที่เหลือก็เข้าห้องผ่าตัดรักษาตามอาการ แต่ของดอยซ์แบงก์คือซ่อนอาการไว้ไม่ยอมรักษา แล้วเจอโรคอื่นรุมเร้า เลยเป็นการเจ็บยาวแล้วค่อยๆ ตายอย่างช้าๆ (ถ้ารักษาไม่หายนะ) ผลจะเป็นยังไงต่อก็ต้องจับตาดูกัน
 
#สรุป3 อันนี้แถม ว่ากันว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจโลกเลยก็ว่าได้ คือมีระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจรออยู่ถึง 4 ลูกด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือดอยซ์แบงก์นี่แหละ ส่วนที่เหลือก็มีทั้ง วิกฤตหนี้ในจีน นโยบายดอกเบี้ยติดลบ และฟองสบู่ตราสาร ซึ่งแค่ลูกเดียวระเบิดก็วิกฤตแล้ว แล้วถ้ามันไปฉุดปัญหาอื่นให้ลงเหวตามไปด้วยนี่ ไม่กล้าคิดเลยว่าโลกจะเป็นยังไง


ผู้ตั้งกระทู้ ขายอ้อยพันธุ์ทุกชนิด-ปุ๋ย-ยา-ราคาส่ง กระทู้ตั้งโดยสมาชิก :: วันที่ลงประกาศ 2016-10-04 10:36:32 IP : 125.26.121.165


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (4025748)
avatar
MCM Belts
Merci ? tous pour vos commentaires ?? MCM Belts http://www.ruishua.net/mcm-belts-c-16/
ผู้แสดงความคิดเห็น MCM Belts (fhmlsklh-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2016-11-27 02:50:29 IP : 117.24.93.147



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.